วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การโจมตีคอร์สเข็มทิศชีวิตแบบไม่ยุติธรรม






ก่อนอื่นขอย้ำสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านบทความของผมว่า ผมไม่เคยรู้จักครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง เป็นการส่วนตัวเลย ไม่เคยเจอกัน ไม่เคยคุยกัน และผมก็ไม่เคยเสียเงินเรียนหลักสูตรเข็มทิศชีวิตของเธอ

ผมแค่เป็นแฟนเพจของเธอมาหลายเดือนเท่าน้้น

เจตนาที่ผมเขียนบทความนี้ก็เพราะเห็นว่า หลักสูตรแบบเข็มทิศชีวิตซึ่งเป็นหลักสูตร NLP ชนิดหนึ่ง รวมทั้งคอร์สฮาวทูที่นำเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูด กฎแห่งจักรวาล รวมทั้งพลังจิตใต้สำนึกมาสอนมีอยู่มากมาย ไม่ใช่ลัทธิอะไรตามที่มีคนพยายามกล่าวหา

และผมต้องการชี้ให้เห็นความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับศาสนาพุทธที่ว่า ศาสนาพุทธไม่สอนให้คนร่ำรวย ซึ่งนั่นคือความเข้าใจที่ผิด จนถึงขั้นบิดเบือนหลักคำสอนของศาสนาพุทธทีเดียว

บทความนี้ผมไม่ได้สนับสนุนหรือสนับสนุนให้ใครเรียนคอร์สเข็มทิศฯ  เพราะมันขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคลและสิทธิส่วนบุคคล

เพียงแต่ผมเห็นว่า มีการเบี่ยงเบนประเด็นโจมตีแบบโยงมั่ว จนมากระทบหลักคำสอนในพุทธศาสนา จนผมต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมา

--------------

มันเริ่มจากผมได้เห็นการแชร์ต่อในไลน์ด้วยรูปแรกคือ ครูอ้อย นั่งสมาธิ ตามรูปนี้



แล้วก็ตามด้วยรูปกิจกรรม "เข็มทิศภาวนา" ย้ำว่า เป็นรูปกิจกรรม "เข็มทิศภาวนา" ตามรูปนี้




และตามด้วยรูปบ้านที่สวยงามหรูหราของเธอ (ผมขอไม่ลงรูปบ้านของเธอแล้วกัน แต่รูปเธอนั่งสมาธิในรูปแรก ก็ถ่ายที่บ้านของเธอนั่นแหละ)

แล้วก็มีข้อความโจมตีครูอ้อยว่า

"#มาแรงแซงธรรมกาย เรียนธรรมะ ที่ต้องจ่ายเงินคอร์สละหลายๆ หมื่น #ธุรกิจสะกดจิตคนรวย ไม่รวยไม่มีเงินอย่าได้หวังจะเข้าถึงหลักธรรม พระพุทธศาสนาสอนให้ ลด ละ เลิก แต่นี่สอน ให้ สะสมความรวย รวย และ รวย สะสมกิเลส แบบเดียวกับสำนักจานบิน ไม่ต้องแอบอ้างพระพุทธศาสนาอีกต่อไปครับ ประกาศตั้งตัวเป็นเจ้าลัทธิ #เข็มทิศชีวิต เลยครับ สนับสนุนเต็มที่...."

นี่คือ การจับโยงที่มั่วมากของคนที่โจมตีครูอ้อย ตามประเด็นที่ผมจะแยกให้ดูตามนี้

1. รูปแรก ครูอ้อยนั่งสมาธิภาวนา นั่นเพราะเธอนับถือศาสนาพุทธ คนเราปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิถือเป็นเรื่องปกติของทุกคนใช่หรือไม่

2. รูปกิจกรรมเข็มทิศภาวนา คนโจมตีไปเอารูปกิจกรรมเข็มทิศภาวนามาโจมตี แล้วกล่าวหาว่า เป็นหลักสูตรเสียเงิน 25,000 บาท นี่คือการโกหกที่น่าเกลียดมาก

เพราะ กิจกรรมเข็มทิศภาวนา เป็นกิจกรรมปฏิบัติธรรมที่ฟรีครับ ไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย เป็นคนละเรื่องกับคอร์สเข็มทิศชีวิต

กิจกรรมเข็มทิศภาวนา คือ กิจกรรมสอนสมาธิทางพุทธศาสนา ซึ่งครูอ้อยเปิดสอนฟรี ๆ ปีนึงก็หลายหน โดยจะมีพวกลูกศิษย์ของครูอ้อยที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว และครูอ้อยเองจะร่วมเป็นเจ้าภาพออกค่าใช้จ่ายในกิจกรรมนี้ทั้งหมด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาท

แต่คนที่จ้องโจมตีเอารูปกิจกรรมปฏิบัติธรรมในเข็มทิศภาวนามาโยงบิดเบือนเพื่อใส่ร้ายทำนองว่า เอาพุทธศาสนามาหากินแล้วเก็บเงินค่าเรียน 25,000 บาท นี่คือการโกหกบิดเบือนชัดเจนครับ



3. คอร์สเข็มทิศชีวิต 25,000 บาทคืออะไร ?

คอร์สเข็มทิศชีวิต ก็คือหลักสูตรวิทยาศาสตร์ทางจิตหลักสูตรนึง ที่เรียกว่า NLP ซึ่งย่อมาจาก Neuro - Linguistic Programming เป็นหลักสูตรเชิงจิตวิทยาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของฝรั่ง ซึ่งหลักสูตรแบบนี้มีคนทำคอร์สสอนมากมายทั่วโลก

อย่างหลักสูตรที่โด่งดังที่สุดในโลกก็คือ หลักสูตรของบริษัทแลนด์มาร์คเวิลด์ไวด์ ซึ่งในประเทศไทยก็มีหลักสูตรนี้เกือบ 20 ปีแล้ว และราคาของคอร์สหลักแต่ละคอร์สของหลักสูตรแลนด์มาร์ค ก็มีราคาเกือบ 2 หมื่นบาท โดยมีหลากหลายหลักสูตร

ซึ่งคนที่ไปเรียนหลักสูตรของแลนด์มาร์ค หลายคนชอบมากจนลงเรียนอีกหลายคอร์ส หมดเงินไปเป็นแสนบาท แถมยังขอเป็นอาสาสมัครให้กับโปรแกรมของแลนด์มาร์คโดยไม่รับค่าจ้างอีกด้วย

และถ้าคุณเคยผ่านการเรียนหลักสูตรของแลนด์มาร์ค คุณก็จะรู้ว่า หลักสูตรของแลนด์มาร์คก็มีส่วนเหมือนกับหลักคำสอนในศาสนาพุทธอย่างมาก เพียงแต่เขานำเสนอให้เราเข้าใจและนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ง่ายขึ้น

ผมถามหน่อย มีคนไทยสักกี่เปอร์เซนต์ที่รู้จักโปรแกรมพัฒนาชีวิตของแลนด์มาร์ค และหลักสูตร NLP ??

ครูอ้อย เคยพูดในรายการเจาะใจว่า เวลาเธอสอนธรรมะ เธอจะไปสอนฟรี แต่อาชีพหลักของเธอคือ รับสอนอบรมหลักสูตรพัฒนาชีวิต ซึ่งเธอไปเรียนวิชานี้มาจากต่างประเทศ โดยเมื่อก่อนเธอรับจ้างเดินสายสอนตามองค์กร ตามบริษัทต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไป แต่ภายหลังเธอมาเปิดคอร์สเข็มทิศชีวิตแทน ในราคาคอร์สละ 25,000 บาท

ซึ่งเท่าที่ผมติดตามอ่านและติดตามดูเธอออกรายการทีวี ผมสรุปได้ว่า หลักสูตรเข็มทิศชีวิตก็คือ หลักสูตร NLP อย่างหนึ่งที่ครูอ้อยนำมาจากต่างประเทศ

หรืออย่าง ครูเงาะ รสสุคนธ์ ที่เป็นครูสอนหลักสูตรพัฒนาชีวิตคนดังอีกคน ที่กำลังมีปัญหากรณีคอร์สเข็มทิศชีวิตนำภาพครูเงาะไปใช้ในการโปรโมทคอร์สเข็มทิศฯ นั้น ครูเงาะก็พูดเองว่า ครูเงาะเคยมาเรียนคอร์สเข็มทิศชีวิตหลายคอร์สหมดเงินไปถึง 2 แสนบาท เพื่อจะได้ประกาศนียบัตร NLP ซึ่งเป็นราคาปกติของหลักสูตรพวกนี้


4. คนโจมตีครูอ้อยพยายามบิดเบือนศาสนาพุทธในเรื่อง ความร่ำรวย ด้วยการอ้างว่า ศาสนาพุทธ สอนให้คนลด ละ เลิก กิเลส ศาสนาพุทธจึงห้ามรวย เพราะความรวยเป็นความโลภ แต่ครูอ้อย กลับสอนให้รวย ๆๆ สะสมกิเลส

ซึ่งนี่คือบิดเบือนทั้งการสอนของครูอ้อยและหลักศาสนาพุทธอย่างชัดเจน

เพราะหลักสูตร NLP หรือ หลักสูตรเข็มทิศชีวิต มันก็คือ การสอนให้คนเรามีวิธีคิดที่ถูกต้องตามหลักจิตวิทยา และการปรับจิตใต้สำนึกจนสามารถพัฒนาชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

ซึ่งคนเราเวลาประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานแล้ว ก็ย่อมนำมาซึ่งความร่ำรวยตามมา มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นแปลกตรงไหน
.
แล้วคนที่มาสอนคุณให้รู้วิธีคิดที่ถูกต้องจนสร้างความร่ำรวยได้ แต่ถ้าคนสอนยังยากจนอยู่ คุณจะเชื่อถือในสิ่งที่เขาสอนไหม ?


5. คุณต้องแยกแยะระหว่างคอร์สเข็มทิศชีวิต กับการปฏิบัติธรรมของครูอ้อย นะครับ

คือ คนเราหลายคนมักจะมีหน้าที่ใน 2 ด้าน คือ ด้านหน้าที่การงานและด้านหน้าที่ทางธรรม ซึ่งกระทำได้เป็นเรื่องปกติ

เพียงแต่ว่า พอครูอ้อยทำหน้าที่สอนธรรมะด้วย คนที่จ้องโจมตีจึงนำมาโยงมั่ว ๆ ทำนองว่า ครูอ้อยเอาหลักธรรมะมาหากินจนร่ำรวย

ทั้ง ๆ ที่ ความจริงถ้าคุณไปหาประวัติครูอ้อยมาศึกษา เธอร่ำรวยมาก่อนจะเปิดคอร์สเข็มทิศชีวิต เสียอีก

แล้วพอเธอมีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่ศรัทธา ครูอ้อยก็เลยชวนลูกศิษย์ไปทำบุญที่โน่นที่นี่ ซึ่งกิจกรรมแบบนี้ ผมก็เห็นมีคนทำกันมากมาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกตรงไหน เว้นแต่คนที่จ้องจะหาเรื่องเท่านั้นแหละ ที่เอาเรื่องการทำบุญทำทานปฏิบัติธรรมของพวกเขามาโจมตี

แล้วถ้าคนที่เป็นฆราวาสจะหากินด้วยการสอนธรรมะจริง ๆ ผมก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหนจริงไหม ?



6. พุทธพาณิชย์ คือ มีคนโจมตีครูอ้อยว่า เอาหลักพุทธมาหากิน ทำเหมือนพุทธพาณิชย์

ถามว่า แล้วพุทธพาณิชย์มันผิดตรงไหนครับ แต่ความจริงเนื้อหาส่วนใหญ่ของคอร์สเข็มทิศชีวิตจะเป็นหลักสูตร NLP ของฝรั่งมากกว่า

ขนาดพระภิกษุยังสร้างเครื่องรางของขลัง ปลุกเสกพระเครื่อง ขายได้เลย นี่คือพุทธพาณิชย์ที่ชัดเจน ซึ่งความจริงพระก็ไม่ควรทำ

แต่กรณีครูอ้อย เธอเป็นฆราวาส เธอสอนหลักสูตร NLP ของฝรั่ง แต่กลับโดนกล่าวหาว่า เป็นพุทธพาณิชย์

แน่นอน ในการสอนของครูอ้อย ในฐานะชาวพุทธคนนึง ย่อมมองเห็นหลักพุทธบางอย่างที่นำมาปรับใช้ในการร่วมสอนบ้าง แต่ผมศึกษาฟรี ๆ เฉพาะทางยูทูปและในเพจเข็มทิศชีวิตเท่านั้น ก็มองว่าไม่แปลกอะไร

ทั้ง ๆ ที่ พุทธพาณิชย์จริง ๆ เช่น ร้านสังฆภัณฑ์ ร้านขายพระสวยงาม ร้านขายพระเครื่อง ช่างปั้นพระพุทธรูป ขายทัวร์ปฏิบัติธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือ พุทธพาณิชย์ทั้งสิ้น

ฆราวาสทำกิจการเกี่ยวกับพุทธพาณิชย์ไม่ผิดนะครับ คุณอย่าหลงประเด็น แล้วใครก็ตามที่ทำกิจการพุทธพาณิชย์จนร่ำรวย มันก็ไม่ผิดนะครับ

อย่างฆราวาสหลายคนเช่น คุณดังตฤณ คุณเสถียรพงษ์ วรรณปก และอีกมากมายหลายคน เขาก็สอนธรรมะ เขาก็มีรายได้จากการสอนธรรมะ ถามว่า เขาหากินแบบพุทธพาณิชย์หรือไม่ ?

พระหลาย ๆ รูป เขียนหนังสือธรรมะวางขาย ถามว่า พุทธพาณิชย์ หรือไม่ ?

พระนักเทศน์ดัง ๆ หลายรูป เดินสายเทศน์ครั้งละหลายหมื่นบาทต่อไม่กี่ชั่วโมง เดินสายเทศน์วันละ 4-5 แห่ง มีค่ากัณฑ์เทศน์ตกวันละเกินหนึ่งแสนบาท ถามว่า พระนักเทศน์เหล่านี้ถือเป็นพุทธพาณิชย์หรือไม่ ?

ผู้ผลิตหนังเกี่ยวกับพระพุทธเจ้ามาขาย ถือว่า หากินกับพุทธศาสนาหรือไม่ ?

หรือแม้กระทั่งพระหลายรูปที่โด่งดังจากการสอนธรรมะ จนมีคนศรัทธาถวายเงินให้ท่านเป็นเงินหลักร้อยล้านบาทเพื่อให้ท่านไปสร้างวัด 

ถามว่า แบบนี้เราจะไปกล่าวหาว่า พระอาศัยหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อหวังลาภยศสักการะหรือไม่ ?

ฉะนั้น คนที่โจมตีครูอ้อย ผมว่า คุณควรแยกแยะประเด็นให้ถูกว่า คุณเลือกโจมตีแบบมีอคติ และเลือกที่รักมักที่ชังหรือไม่

แล้วบางคนกล่าวหาว่า ครูอ้อยบิดเบือนหลักพุทธ ผมขอถามว่า อย่ากล่าวหาลอย ๆ ครับ ช่วยยกตัวอย่างว่า บิดเบือนอย่างไร

เช่น พระพุทธเจ้าเองก็ทรงยกย่องการทำทาน ถึงขนาดทรงสรรเสริญถึงอานิสงส์ของการทำบุญและการบริจาคทานไว้ แบบนี้พระพุทธเจ้าสอนให้คนโลภบุญหรือไม่ ? ซึ่งไม่ใช่เลย




7. ศาสนาพุทธและพระพุทธเจ้าสอนให้ฆราวาสรวยได้ เพราะความรวยมีส่วนช่วยให้เจริญในบุญและในธรรมได้โดยสะดวก

ซึ่งผมได้เขียนบทความเรื่อง พระพุทธเจ้าสอนให้ร่ำรวย ไว้แล้วลองไปตามอ่านกันนะครับ คลิกอ่าน พระพุทธเจ้าสอนให้ร่ำรวย

แล้วใครที่บิดเบือนว่า พระพุทธเจ้าสอนให้ลด ละ กิเลส แล้วแปลว่าพระพุทธเจ้าห้ามรวยนั้น นั่นคือการบิดเบือนและทำลายพุทธศาสนาอย่างชัดเจนครับ

เพราะหลักการดำเนินชีวิตของฆราวาสกับหลักปฏิบัติของพระภิกษุ นั้นมีความแตกต่างกัน

พระภิกษุน่ะต้องมักน้อยต้องอยู่อย่างยากจน

แต่ฆราวาสยังต้องดำเนินชีวิตและยังต้องมีค่าใช้จ่ายในชีวิต ต้องประกอบอาชีพ ต้องเลี้ยงดูครอบครัว

ดังนั้นฆราวาสยังสามารถร่ำรวยได้ และการร่ำรวยโดยไม่โลภมาก พระพุทธเจ้าก็มีหลักคำสอนไว้มากมาย

ถามใจตัวเอง ถ้าคุณยังเป็นแค่ฆราวาส คุณยังอยากร่ำรวยหรือไม่ อย่าโกหกตัวเอง หากคุณโกหกตัวเอง ตามกฎแห่งแรงดึงดูดก็จะทำให้คุณไม่มีทางร่ำรวย


8.  มีคนโจมตีครูอ้อยว่า สอนให้คนอื่นพอเพียง แต่ตัวเองกลับหรูหรา

นี่คือการโจมตีประเภทเดียวกันกับพวกล้มเจ้าที่โจมตีแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเลยครับ กล่าวหาว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า ต้องอยู่อย่างยากจน ซึ่งมันใช่ซะที่ไหน

ในสมัยพุทธกาล นางวิสาขา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางว่า เป็นอุบาสิกาผู้เป็นเลิศในการถวายทาน ซึ่ง นางวิสาขานั้นมีฐานะร่ำรวยมหาศาล มีความเป็นอยู่หรูหรา และมีเครื่องประดับที่มีชื่อว่า มหาลดาปสาธน์ ซึ่ง แพงหรูหราอลังการมาก ๆ (ซึ่งคุณไปหาประวัตินางวิสาขาในเว็บพระไตรปิฎกได้)

ความร่ำรวย การมีชีวิตหรูหรากว่าคนทั่วไปไม่ใช่ความผิดนะครับ เพราะขนาดพระอริยะอย่างนางวิสาขาก็ยังใช้ชีวิตหรูหราได้

ฉะนั้น เราอย่าเอาความคิดและความเป็นอยู่ของเราไปต่อว่าและตัดสินใครว่า เขาไม่พอเพียง เหตุเพราะบ้านเขาหรูหราร่ำรวยกว่าเราเลยครับ เพราะมันเป็นอกุศลจิต  เป็นบาป !!

พระพุทธเจ้าสอนให้เรามุทิตาจิต ยินดีในความสุขความสำเร็จของผู้อื่นนะครับ อย่าลืม

ดังนั้นเมื่อเราเห็นใครเขามีความเป็นอยู่สุขสบายกว่าเรา หากเขาหาทรัพย์มาโดยสุจริต เราควรร่วมมุทิตาจิตแก่เขาครับ ไม่ใช่ไปด่าเขา ไปอิจฉาเขา


9. คนที่โจมตีครูอ้อย ด่าคนไปเรียนคอร์สเข็มทิศชีวิตว่า มีเงินอย่างเดี่ยวไม่พอ ต้องโง่ด้วย

เอ่อ.. คนที่ด่าแบบนี้ ผมว่า คุณต่างหากที่ไม่รู้จักหลักสูตรพวกนี้ คือ หลักสูตรพวกนี้ราคาเรียนก็หลักหมื่นขึ้นทั้งนั้น ยิ่งถ้าจ้างโค้ชฝรั่งดัง ๆ ระดับโลกมาสอน จะยิ่งแพงจนถึงหลักแสนได้เลยครับ เพราะมันคือธุรกิจอย่างหนึ่ง

อย่างหลักสูตรของแลนด์มาร์คเวิลด์ไวด์ มีคนไทยไปเรียนมาแล้วมากมายหลักหมื่นคน และมีหลายคนยังเรียนต่ออีกหลายคอร์สหมดเงินไปหลายหมื่นจนถึงหลักแสนก็มี เพราะพวกเขาเห็นว่ามันคุ้มกับชีวิตของเขา เขาถึงลงทุนเรียน

เรื่องพวกนี้มันเป็นสิทธิส่วนบุคคล เป็นความพอใจของแต่ละคน หลายคนเรียนแล้วประสบความสำเร็จในชีวิตจนร่ำรวยมีเงินเป็นร้อยล้านบาทก็มี

แน่นอนหลักสูตรพวกนี้ คุณสามารถหาเรียนฟรี ๆ ได้ในยูทูป หรือในเฟสบุ๊คแฟนเพจก็มีให้ศึกษามากมาย ผมเองก็เรียนฟรีแบบนี้เช่นเดียวกัน ผมติดตามหลายเพจที่สอนแนว ๆ เดียวกันนี้

หากคุณคิดว่า ค่าหลักสูตรพวกนี้มันแพง ก็ไม่ต้องไปเรียนครับ เรียนด้วยตัวเองก็ทำได้เช่นกัน

ขนาดเปิดโรงเรียนมัธยมยังต้องหวังผลกำไรเลยจริงไหม ? เพราะมันคือธุรกิจครับ

หลักสูตร NLPแบบนี้มีอยู่ทั่วโลก ใครที่ไปด่าคนที่เขาเรียนว่าโง่ ผมว่า คุณโลกแคบมากครับ


10. อยากจะย้ำว่า ครูอ้อยมีคลิปสอนฟรีบนยูทูปและที่เพจเข็มทิศชีวิต คุณไม่ต้องไปเสียเงินเรียนก็ได้ครับ ดีไหม!!

หลักการในคอร์สเข็มทิศชีวิตเรียนฟรีก็มีในยูทูปและในเพจเข็มทิศชีวิต ไม่ต้องไปเสียเงินเรียนก็ได้ครับ

แต่การเรียนรู้ด้วยตัวเอง กับการเรียนแบบมีครูสอนโดยตรงย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น การเรียนกับครูโดยตรงจะมีการแก้ปมในอดีต

ผมอยากให้เราแยกแยะว่า หากใครไม่ชอบคอร์สแบบนี้ แต่กลับไปจ้องโจมตีเขา ทั้งที่ไม่เคยรู้จักหลักสูตรประเภทนี้มาก่อน ดูจะไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกโจมตีนะครับ


11. การบิดเบือนว่าครูอ้อยสอนให้ต้องรวย หรือรวยแล้วถึงจะมีความสุข

แต่ความจริงครูอ้อยสอนมานานแล้วว่า เรามีความสุขได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้รวยก่อน เช่น

ถ้าคุณชอบกินข้าวกะเพราหมู ถามว่า ถ้าคุณรวยร้อยล้าน คุณจะเลิกกินข้าวกะเพราหมูหรือไม่

ถ้าคุณชอบฟังเพลงแนวหนึ่ง ถามว่า ถ้าคุณรวยร้อยล้าน คุณจะเลิกฟังเพลงแนวนั้นหรือไม่

คำตอบก็คือ คุณก็ยังชอบทานข้าวกะเพราหมูเหมือนเดิม ยังชอบฟังเพลงแนวเดิม ที่ทำให้คุณมีความสุขจริงไหม

ดังนั้นคุณมีความสุขได้ทันทีตามที่คุณต้องการโดยไม่ต้องรอให้ต้องรวยก่อน เมื่อคุณมีความสุขก่อนแล้ว สิ่งดี ๆ ทั้งหลายจะยิ่งเข้ามาในชีวิตคุณ (กฎแห่งแรงดึงดูด)



---------------------

คลิป วิศาล ดิลกวาณิช ไขเรื่อง NLP คืออะไร

ผมอยากให้คุณผู้อ่าน ลองดูคลิปต่อไปนี้ ซึ่งถ้าคุณเกทหรือแตกฉานในคลิปนี้ได้เองทันที คุณก็ไม่ต้องไปเรียนหลักสูตร NLP ใด ๆ ให้เปลืองเงินครับ



เมื่อผมได้ฟังการพูดเรื่อง NLP จากคุณวิศาล ผมก็คิดเหมือนที่หลาย ๆ คนคิด ก็คือ เรื่องแบบนี้พระพุทธเจ้าก็เคยสอนไว้ในหลักศาสนาพุทธแล้ว เพียงแต่ว่า พระพุทธเจ้าคงไม่อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ให้กับคนในยุคพุทธกาลเข้าใจได้

หรือแม้แต่หลักคำสอนในศาสนาคริสต์เอง ก็มีคำสอนทำนองหลัก NLP เช่นกัน

ดังนั้น การที่มีใครนำหลักศาสนาพุทธที่เขานับถือมาเชื่อมโยงกับหลัก NLP ได้ ผมว่า มันเป็นเรื่องที่ดีมากนะครับ เท่ากับเป็นการยกย่องหลักคำสอนในศาสนาพุทธว่า เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์

ซึ่งผมเห็นครูสอนคอร์สพัฒนาชีวิตในประเทศไทยทุกคน ก็มักจะนำหลักพุทธศาสนามาสอนร่วมด้วยทั้งนั้นครับ ไม่ว่าจะเป็นคุณบัณฑิต อึ้งรังษี หรือครูเงาะ รสสุคนธ์ ก็มักนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาประกอบการสอนทั้งสิ้น

เพื่อความเข้าใจเรื่อง กฎแห่งจักรวาล กฎแห่งแรงดึงดูด และพุทธศาสนามากขึ้นแนะนำอ่านบทความด้านล่างต่อครับ

คลิกอ่าน หลักพุทธศาสนา vs เข็มทิศชีวิตสู่กฎแห่งจักรวาลและความร่ำรวย





วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560

ปาร์คกึนเฮ เข้าคุกแล้วแต่ยิ่งลักษณ์หนีคุกแน่






คดีทุจริตและประพฤติมิชอบของอดีตประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ นางปาร์คกึนเฮ ทายาทอดีตประธานาธิบดีปาร์คจุงฮี ซึ่งตอนนี้เธอกลายเป็นนักโทษติดคุกเรียบร้อยโรงเรียนเกาหลีใต้ไปแล้ว

จากคดีที่นางปาร์ค ปล่อยให้คนสนิทของนางเข้ามายุ่มย่ามในรัฐบาล ทั้ง ๆ ที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลเลย ก็เลยพากันซวยติดคุกกันทั้งคู่ในหลาย ๆ คดี ตามที่คุณผู้อ่านคงได้ติดตามกันดีอยู่แล้ว

แต่ตั้งแต่เป็นข่าวว่า อดีต ปธน.หญิงคนแรกของเกาหลีใต้คนนี้พัวพันคดีทุจริตประพฤติมิชอบร่วมกับคนสนิทนั้น  ระบบยุติธรรมของเกาหลีใต้เขาก็จัดการตั้งแต่จับเพื่อนสนิทของนางปาร์ค ทั้งเปิดโปงความผิดของทั้งสองคนในหลายคดี ทั้งมีการให้รัฐสภาลงมติถอดถอนประธานาธิบดี จนถึงศาลตัดสินให้จำคุกนางปาร์คนั้น กินเวลารวดเร็วจริง ๆ แค่ไม่กี่เดือนเอง



ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการยุติธรรมของไทยจริง ๆ ยิ่งในระบบประชาธิปไตยไทยเพื่อให้มีการถอดถอนนายกรัฐมนตรีไทยในสภานะ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งจะถูกถอดถอน เพราะระบบพวกมากลากไปก็จะช่วยกันยกมือปกป้องให้คนผิดรอดไปในที่สุด

แล้วกระบวนการยุติธรรมของไทย พอนักการเมืองไทยโดนข้อหาทุจริตอะไรก็ตาม ศาลไทยก็ยังอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศได้ในระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด

เลยมีกรณีนักการเมืองที่เลวที่สุดในไทยขออนุญาตศาลไปดูโอลิมปิกที่จีนแดง แบบไปแล้วไปลับไม่กลับมา

ในขณะที่เกาหลีใต้ เขาไม่อนุญาตให้นักการเมืองที่ยังมีคดีทุจริตเดินทางออกนอกประเทศเลยจนกว่าคดีจะสิ้นสุดลงว่า ไม่ผิด แล้วนั่นแหละ

นี่คือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับกระบวนการยุติธรรมของบ้านเรา

---------------


รูปและข่าวจากสปริงนิวส์

นาง ปาร์ค กึน ฮเย อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ตอนนี้เป็นเพียงนักโทษหมายเลข 503 ที่ถูกจองจำในห้องขังปกติ หลังจากนี้คณะอัยการกำลังตัดสินว่าจะตั้งข้อหาเธอจากข่าวฉาวการธุจริตคอร์รัปชันที่ทำให้เธอตกต่ำที่สุดหรือไม่

อดีตผู้นำเกาหลีใต้ปาร์ค กึน ฮเย วัย 65 ปี ปล่อยโฮทันที เมื่อถูกนำเข้าห้องขังเดี่ยวขนาด 10.6 ตารางเมตร ใหญ่กว่าห้องขังทั่วไปขนาด 6.5 ตารางเมตร ในศูนย์ควบคุมกรุงโซล

----------------

ที่สำคัญเกาหลีใต้เขาไม่อนุญาตคนที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลมายุ่งวุ่นวายในการทำงานของรัฐบาล

แต่บ้านเรา นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่มีพี่ชายหนีคดีหนีคุก ก็ปล่อยให้พี่ชายหนีคุกโฟนเอ๋งมาปลุกปั่นสร้างความแตกแยกของคนในประเทศ

"ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" สโลแกนหาเสียงหน้าด้าน ๆ แบบนี้มีได้ที่ไทยแลนด์เท่านั้น ส่วนที่เกาหลีใต้เขาไม่อนุญาตให้มีสโลแกนเลว ๆ แบบนี้หรอกครับ

มีอย่างที่ไหน ให้นักโทษหนีคดีมายุ่งวุ่นวายกับนโยบายของรัฐบาล แถมยังสั่ง สส.ได้ทั้งพรรคอีกด้วย



------------------------

เมื่อครั้งที่นายกฯหญิงคนแรกของไทย นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ไปร่วมงานพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้

ยิ่งลักษณ์มองก้นนักร้องเพลงกังนัมสไตล์อย่างปากจู๋ !! จุ๊กกรู้ !! 😃



ผมมั่นใจ 100 % ว่า ถ้าคดีของยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลง หากมีความผิดถึงขั้นติดคุก ยิ่งลักษณ์ต้องหนีคดีหนีคุกตามพี่ชายหน้าเหลี่ยมไปจรจัดทั่วโลกแน่นอน

คุณผู้อ่านล่ะ คิดเหมือนผมไหม ??

คลิกอ่าน รู้นะ ยิ่งลักษณ์คิดอะไรกับ ไซ กังนัมสไตล์