วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กองทัพไม่ได้มีไว้รบ แล้วมีไว้เพื่อ






พอบ้านเมืองสงบสุข คนไทยบางกลุ่มก็ลืมเห็นความสำคัญของการมีกองทัพ

วันดีคืนดีก็ชอบแขวะทหาร แขวะกองทัพ จนเหมือนใจไม่อยากให้มีกองทัพแล้ว เพราะคิดว่า ไม่เห็นมีความสำคัญอะไร

ซึ่งจริง ๆ แล้ว สิ่งที่มีอยู่แล้วบางครั้งคนเรามักมองข้ามความสำคัญ จนถึงวันที่จำเป็นต้องใช้ แต่กลับไม่มีสิ่งนั้นแล้ว เพราะไม่รู้จักรักษาไว้ ก็จะมานึกเสียใจในภายหลัง ซึ่งคนเราหลายคนมักมีนิสัยเช่นนี้

จากชื่อบทความ กองทัพไม่ได้มีไว้รบ แล้วมีไว้เพื่อ...

ผมขอยกบทความที่ผมเขียนบนเพจของผม มาให้อ่าน ณ ที่นี้แล้วกันครับ

---------------

เหตุการณ์สมมุติ

ชายคนหนึ่งโพสในเฟสบุ๊คว่า "เอาเงินไปซื้ออาวุธทำไม จะไปรบกับใครเหรอ เอาเงินไปอุดหนุนโรงพยาบาลก่อนดีกว่าไหม"

ผู้ติดตามเฟสหรือเพจนั้น ต่างเฮว่า พี่พูดถูกใจ พี่พูดเท่ พี่พูดถูกต้องที่สุด

ตกเย็น ชายคนที่โพสเท่ ๆ คนนั้นนั้น ก็แวะไปทานสเต็กในโรงแรมหรู

ถามว่า คุณจะไปทานของแพงแบบนั้นทำไม สู้ทานของธรรมดาก็อิ่มเหมือนกัน แล้วเอาเงินที่ประหยัดไปบริจาคให้โรงพยาบาลก่อนดีกว่าไหม ? ได้ทั้งบุญ แถมยังได้แสดงน้ำใจช่วยเหลือโรงพยาบาลเพื่อส่วนรวมอีกด้วย คุ้มกว่าอีก

สมมุติว่า ตอนนี้ประเทศไทยไม่มีกองทัพแล้วนะ แล้วจู่ ๆ มีทหารต่างชาติมันเห็นประเทศไทยไม่มีกองทัพ วันดีคืนดีมันเลยส่งกองกำลังติดอาวุธบุกมาจับแพทย์ในประเทศไทยกลับไปรักษาคนประเทศมันจนหมด ถึงตอนนั้นไอ้พวกที่ต่อต้านกองทัพไทย มึงจะไปบุกช่วยพาแพทย์กลับมาประเทศไทยไหม คิดสิคิด

พอนึกออกรึยังเขามีกองทัพและอาวุธทันสมัยเพื่ออะไร?

คำตอบคือ เขามีกองทัพไว้เพื่อให้ต่างชาติเกรงใจ จะได้ไม่ต้องรบกัน และเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารชาติอื่นมันบุกมาปล้นสะดมโน่นนี่ แล้วเอากลับไปบ้านมันตามอำเภอใจด้วยไง

ถ้าเรื่องจริง ในอนาคตไทยเรามีโอกาสจะได้รบกับประเทศเพื่อนบ้านแน่ เพื่อช่วงชิงทรัพยากร หรือเพื่ออ้างสิทธิแผนที่ตามศาลโลกตัดสิน

แต่ถ้ากองทัพไทยเราเหนือกว่า โอกาสรบกันก็ลดลง แต่โอกาสเจรจากันก็จะมีมากขึ้น

ยิ่งถ้ากองทัพไทยเราเหนือกว่ากองทัพเพื่อนบ้านมาก ๆ อำนาจการต่อรองของเราก็ยิ่งมากขึ้น ยิ่งได้เปรียบมากขึ้น โอกาสรักษาผลประโยชน์ของชาติได้มากกว่าก็มีมากขึ้น ก็ยิ่งไม่เกิดสงคราม

แต่พวกดีแต่ปาก มันไม่เข้าใจว่า ที่พวกมันมีเวลาสบาย ๆ มีเวลาไล่แขวะทหารได้ในวันนี้ ก็เพราะทหารชาติอื่นเขายังเกรงใจทหารไทย และเกรงใจกองทัพไทยอยู่

ถ้ากองทัพไทยเรากระจอกสิ วันดีคืนดี เขมรแอนด์ลูกพี่เวียดนามอาจมาตั้งแท่นขุดน้ำมันหรือแท่นขุดก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา ปล้นทรัพยากรกลางทะเลอ่าวไทยไปปีละแสนล้าน

พอรัฐบาลไทยประกาศอยากขอเจรจา แต่เขมรแอนด์ญวณกลับทำหูทวนลมไม่มาเจรจาด้วย ส่วนกองทัพไทยที่กำลังวุ่นกับการซ่อมรถถังโบราณ ซ่อมอาวุธยุโธปกรณ์โบราณ ก็ได้แต่นั่งฟังข่าวทำตาปริบ ๆ

ถึงตอนนั้นลูกหลานไทยในวันนั้นมันอาจด่าว่า ทำไมรุ่นพ่อแม่กูเสือกปล่อยให้กองทัพไทยกระจอกงอกง่อยไม่กล้าหือวะ

---------------------

ตัวอย่างกองทัพสิงคโปร์

ประเทศสิงคโปร์ มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าเกาะภูเก็ตนิดหน่อย พื้นที่เป็นเกาะล้อมรอบด้วยทะเล แต่เชื่อไหม ประเทศสิงคโปร์มีงบประมาณกองทัพต่อปีมากที่สุดในอาเซียน มีงบประมาณกองทัพต่อปีสูงกว่ากองทัพไทยประมาณ 2 เท่า

ทั้ง ๆ ที่ ประเทศสิงคโปร์ ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมาก็ไม่เคยมีสงครามหรือรบกับใคร แล้วทำไมสิงคโปร์ถึงต้องมีงบประมาณกองทัพสูงที่สุดในอาเซียนด้วย คิดสิคิด ?

ในขณะที่ไทยมีเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจทั้งนั้น ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา รวมถึงมาเลเซีย(ที่แอบสนับสนุนโจรแบ่งแยกดินแดนภาคใต้อย่างลับ ๆ) แต่ไทยเรากลับมีงบประมาณกองทัพไทยต่อจีดีพีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยงบประมาณกองทัพของประเทศในอาเซียนด้วยซ้ำ

บางคนอาจบอกว่า ถ้ามีการทูตเก่ง ๆ ก็ทำให้ไม่ต้องรบกันก็ได้

ผมจะขอบอกว่า การทูตที่เก่ง ๆ ก็ควรต้องมีกองทัพที่แข็งแกร่งเป็นเบื้องหลังคอยสนับสนุนครับ แล้วปัญหาทุกอย่างมันจะเจรจาง่ายขึ้นเยอะ

สิงคโปร์มีกองทัพที่ทันสมัยกว่าไทยเรา ซึ่งการจะมีกองทัพที่ทันสมัยมาก ๆ ก็เพื่อจะได้ใช้กำลังพลน้อยลง ซึ่งมันก็ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น

ดังนั้น กองทัพส่วนใหญ่ในโลกทุกวันนี้ จึงไม่ได้มีไว้เพื่อรบเป็นหลัก แต่มีไว้เพื่อไม่ต้องรบกันต่างหาก 

ในปี 2560 ประเทศไทยเรามีงบประมาณกระทรวงกลาโหม 214,347 ล้านบาท (ซึ่งงบประมาณโรงพยาบาลของกองทัพก็รวมอยู่ในงบ ก.กลาโหมด้วย)

ส่วนงบกระทรวงศึกษาธิการมี 519,292 ล้านบาท

งบกระทรวงสาธารณสุข 129,762 ล้านบาท บวก งบ สปสช. อีก 1.64 แสนล้านบาท รวมทั้งสิ้นประมาณ 2.9 แสนล้านบาท (ยังไม่รวมงบรักษาพยาบาลของระบบประกันสังคมฯ และงบรักษาพยาบาลในสิทธิข้าราชการตามรายกระทรวง)

คุณผู้อ่านคงจะเห็นแล้วว่า ประเทศไทยมีงบเพื่อการศึกษาสูงมาก สูงที่สุดในบรรดาทุกกระทรวงเลย แต่ผลลัพธ์ทางการศึกษาของไทยกลับห่วยเกือบจะที่สุดในอาเซียน

พอจะมองออกไหมว่า ถ้าประเทศมีคุณภาพประชากรต่ำ เช่นไอคิวต่ำ อีคิวต่ำ ต่อให้ทุ่มงบประมาณจำนวนมากลงไปเพื่อการศึกษา แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับห่วยลงทุกวัน มันจึงเป็นเสมือนการทำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หรือถมทะเลด้วยเงิน

เช่นเดียวกัน งบด้านสาธารณสุขของไทยอยู่ที่ 2.9 แสนล้านต่อปี (ยังไม่รวมสิทธิข้าราชการและสิทธิประกันสังคม) ซึ่งถือเป็นงบที่สูงมาก สำหรับประเทศที่มีประชากรจ่ายภาษีเงินได้ต่อปีต่ำมาก

แต่งบประมาณสูงก็ไม่ใช่ปัญหาเท่ากับ การที่คนไทยมีความประมาทในการดำรงชีวิตและรักษาสุขภาพจนเกิดกลุ่มโรค NCDs แถมคนไทยยังเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนตายมากที่สุดในโลกอีกด้วย

ภาพคำอธิบายกลุ่มโรคที่เกิดจากทำตัวเอง (NCDs)


ดังนั้น งบด้านการสาธารณสุขที่มีมาก ๆ แต่ถ้าเอาแต่ไปรักษาคนที่ประมาทในชีวิตจนหมด มันก็ไม่เหลือพอที่จะเอาไปพัฒนาโรงพยาบาลให้ทันสมัย หรือเหลือเพื่อไปซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

เพราะงบประมาณมันหมดไปกับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจนแทบจะหมด จนแทบไม่เหลืองบมาพัฒนาปรับปรุงคุณภาพการสาธารณสุขให้ดีเท่าที่ควร เรราถึงได้เห็นเวลาสร้างรงพยาบาล สร้างตึกใหม่ ๆ ในโรงพยาบาลทีไร จึงต้องเปิดการรับบริจาคจากประชาชนมาช่วย

นั่นเพราะงบจากภาครัฐมีไม่มากพอ เพราะคนไทยประมาทในการรักษาสุขภาพและประมาทในชีวิตนี่แหละคือ สาเหตุสำคัญ

ถ้าหากอยากให้ประเทศไทยมีโรงพยาบาลที่ทันสมัยมากขึ้น มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยขึ้น พวกเราคนไทยต้องช่วยกันรักษาสุขภาพและรักษาชีวิตให้ดีกว่านี้

"มีงบประมาณสาธารณสุขมากเท่าไหร่ก็ไม่พอ ถ้าคนไทยยังดำรงชีวิตด้วยความประมาทมากขึ้นทุกวัน "

(ที่จริงยังมีรายละเอียดอีกมากเกี่ยวกับปัญหาระบบประกันสุขภาพของคนไทย พูดอีกเป็นเดือนก็ยังไม่ครบ)

-------------

พวกไอคิวต่ำแขวะไม่รู้จักกาลเทศะ

ส่วนกรณีคุณตูน บอดี้สแลม วิ่งการกุศลหาเงินบริจาคเพื่อช่วยโรงพยาบาล 11 แห่งนั้น นี่คือการหาเงินมาช่วยซื้ออุปกรณ์mk'การแพทย์ให้โรงพยาบาลโดยตรง ไม่ใช่ต้องรอให้เหลืองบประมาณจากการรักษาพยาบาลผู้ป่วยก่อนแล้วค่อยเอามาจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ภายหลัง

ฉะนั้น นี่คือเรื่องดี ๆ ที่คนไทยคนนึงเขาอยากช่วยเหลือโรงพยาบาลโดยตรง โดยไม่ต้องรองบประมาณจากส่วนกลาง ที่มักชักช้า ยุ่งยาก ซับซ้อน และมักไม่ค่อยจะมีมาถึงง่าย ๆ เพราะงบส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับการรักษาคนไทยที่ชอบประมาทในการรักษาสุขภาพและชีวิตจนเกือบหมด

แต่ก็ยังมีคนที่ไอคิวต่ำ ดันโยงการทำความดีของคุณตูนเพื่อจะไปแขวะรัฐบาล แขวะกองทัพ ที่ตัวเองไม่ชอบ ซึ่งมันคนละเรื่องกันเลย

คนพวกนี้สงสัยจะแยกแยะคำว่า การทำบุญทำกุศล ออกจากปัญหาการเมืองไม่เป็น

"ที่ประเทศไทยเราไม่เจริญเท่าที่ควร ไม่ใช่เพราะกองทัพเอาเงินไปซื้ออาวุธหรอก แต่เพราะมีคนไทยที่แยกแยะถูกผิดไม่เป็น พวกมือไม่พายฯ มากเกินไปต่างหากครับ"

คลิกอ่าน ซื้อเรือดำน้ำไว้รบกับใคร







วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การโจมตีคอร์สเข็มทิศชีวิตแบบไม่ยุติธรรม






ก่อนอื่นขอย้ำสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านบทความของผมว่า ผมไม่เคยรู้จักครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง เป็นการส่วนตัวเลย ไม่เคยเจอกัน ไม่เคยคุยกัน และผมก็ไม่เคยเสียเงินเรียนหลักสูตรเข็มทิศชีวิตของเธอ

ผมแค่เป็นแฟนเพจของเธอมาหลายเดือนเท่าน้้น

เจตนาที่ผมเขียนบทความนี้ก็เพราะเห็นว่า หลักสูตรแบบเข็มทิศชีวิตซึ่งเป็นหลักสูตร NLP ชนิดหนึ่ง รวมทั้งคอร์สฮาวทูที่นำเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูด กฎแห่งจักรวาล รวมทั้งพลังจิตใต้สำนึกมาสอนมีอยู่มากมาย ไม่ใช่ลัทธิอะไรตามที่มีคนพยายามกล่าวหา

และผมต้องการชี้ให้เห็นความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับศาสนาพุทธที่ว่า ศาสนาพุทธไม่สอนให้คนร่ำรวย ซึ่งนั่นคือความเข้าใจที่ผิด จนถึงขั้นบิดเบือนหลักคำสอนของศาสนาพุทธทีเดียว

บทความนี้ผมไม่ได้สนับสนุนหรือสนับสนุนให้ใครเรียนคอร์สเข็มทิศฯ  เพราะมันขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคลและสิทธิส่วนบุคคล

เพียงแต่ผมเห็นว่า มีการเบี่ยงเบนประเด็นโจมตีแบบโยงมั่ว จนมากระทบหลักคำสอนในพุทธศาสนา จนผมต้องเขียนบทความนี้ขึ้นมา

--------------

มันเริ่มจากผมได้เห็นการแชร์ต่อในไลน์ด้วยรูปแรกคือ ครูอ้อย นั่งสมาธิ ตามรูปนี้



แล้วก็ตามด้วยรูปกิจกรรม "เข็มทิศภาวนา" ย้ำว่า เป็นรูปกิจกรรม "เข็มทิศภาวนา" ตามรูปนี้




และตามด้วยรูปบ้านที่สวยงามหรูหราของเธอ (ผมขอไม่ลงรูปบ้านของเธอแล้วกัน แต่รูปเธอนั่งสมาธิในรูปแรก ก็ถ่ายที่บ้านของเธอนั่นแหละ)

แล้วก็มีข้อความโจมตีครูอ้อยว่า

"#มาแรงแซงธรรมกาย เรียนธรรมะ ที่ต้องจ่ายเงินคอร์สละหลายๆ หมื่น #ธุรกิจสะกดจิตคนรวย ไม่รวยไม่มีเงินอย่าได้หวังจะเข้าถึงหลักธรรม พระพุทธศาสนาสอนให้ ลด ละ เลิก แต่นี่สอน ให้ สะสมความรวย รวย และ รวย สะสมกิเลส แบบเดียวกับสำนักจานบิน ไม่ต้องแอบอ้างพระพุทธศาสนาอีกต่อไปครับ ประกาศตั้งตัวเป็นเจ้าลัทธิ #เข็มทิศชีวิต เลยครับ สนับสนุนเต็มที่...."

นี่คือ การจับโยงที่มั่วมากของคนที่โจมตีครูอ้อย ตามประเด็นที่ผมจะแยกให้ดูตามนี้

1. รูปแรก ครูอ้อยนั่งสมาธิภาวนา นั่นเพราะเธอนับถือศาสนาพุทธ คนเราปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิถือเป็นเรื่องปกติของทุกคนใช่หรือไม่

2. รูปกิจกรรมเข็มทิศภาวนา คนโจมตีไปเอารูปกิจกรรมเข็มทิศภาวนามาโจมตี แล้วกล่าวหาว่า เป็นหลักสูตรเสียเงิน 25,000 บาท นี่คือการโกหกที่น่าเกลียดมาก

เพราะ กิจกรรมเข็มทิศภาวนา เป็นกิจกรรมปฏิบัติธรรมที่ฟรีครับ ไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย เป็นคนละเรื่องกับคอร์สเข็มทิศชีวิต

กิจกรรมเข็มทิศภาวนา คือ กิจกรรมสอนสมาธิทางพุทธศาสนา ซึ่งครูอ้อยเปิดสอนฟรี ๆ ปีนึงก็หลายหน โดยจะมีพวกลูกศิษย์ของครูอ้อยที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว และครูอ้อยเองจะร่วมเป็นเจ้าภาพออกค่าใช้จ่ายในกิจกรรมนี้ทั้งหมด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาท

แต่คนที่จ้องโจมตีเอารูปกิจกรรมปฏิบัติธรรมในเข็มทิศภาวนามาโยงบิดเบือนเพื่อใส่ร้ายทำนองว่า เอาพุทธศาสนามาหากินแล้วเก็บเงินค่าเรียน 25,000 บาท นี่คือการโกหกบิดเบือนชัดเจนครับ



3. คอร์สเข็มทิศชีวิต 25,000 บาทคืออะไร ?

คอร์สเข็มทิศชีวิต ก็คือหลักสูตรวิทยาศาสตร์ทางจิตหลักสูตรนึง ที่เรียกว่า NLP ซึ่งย่อมาจาก Neuro - Linguistic Programming เป็นหลักสูตรเชิงจิตวิทยาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของฝรั่ง ซึ่งหลักสูตรแบบนี้มีคนทำคอร์สสอนมากมายทั่วโลก

อย่างหลักสูตรที่โด่งดังที่สุดในโลกก็คือ หลักสูตรของบริษัทแลนด์มาร์คเวิลด์ไวด์ ซึ่งในประเทศไทยก็มีหลักสูตรนี้เกือบ 20 ปีแล้ว และราคาของคอร์สหลักแต่ละคอร์สของหลักสูตรแลนด์มาร์ค ก็มีราคาเกือบ 2 หมื่นบาท โดยมีหลากหลายหลักสูตร

ซึ่งคนที่ไปเรียนหลักสูตรของแลนด์มาร์ค หลายคนชอบมากจนลงเรียนอีกหลายคอร์ส หมดเงินไปเป็นแสนบาท แถมยังขอเป็นอาสาสมัครให้กับโปรแกรมของแลนด์มาร์คโดยไม่รับค่าจ้างอีกด้วย

และถ้าคุณเคยผ่านการเรียนหลักสูตรของแลนด์มาร์ค คุณก็จะรู้ว่า หลักสูตรของแลนด์มาร์คก็มีส่วนเหมือนกับหลักคำสอนในศาสนาพุทธอย่างมาก เพียงแต่เขานำเสนอให้เราเข้าใจและนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ง่ายขึ้น

ผมถามหน่อย มีคนไทยสักกี่เปอร์เซนต์ที่รู้จักโปรแกรมพัฒนาชีวิตของแลนด์มาร์ค และหลักสูตร NLP ??

ครูอ้อย เคยพูดในรายการเจาะใจว่า เวลาเธอสอนธรรมะ เธอจะไปสอนฟรี แต่อาชีพหลักของเธอคือ รับสอนอบรมหลักสูตรพัฒนาชีวิต ซึ่งเธอไปเรียนวิชานี้มาจากต่างประเทศ โดยเมื่อก่อนเธอรับจ้างเดินสายสอนตามองค์กร ตามบริษัทต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไป แต่ภายหลังเธอมาเปิดคอร์สเข็มทิศชีวิตแทน ในราคาคอร์สละ 25,000 บาท

ซึ่งเท่าที่ผมติดตามอ่านและติดตามดูเธอออกรายการทีวี ผมสรุปได้ว่า หลักสูตรเข็มทิศชีวิตก็คือ หลักสูตร NLP อย่างหนึ่งที่ครูอ้อยนำมาจากต่างประเทศ

หรืออย่าง ครูเงาะ รสสุคนธ์ ที่เป็นครูสอนหลักสูตรพัฒนาชีวิตคนดังอีกคน ที่กำลังมีปัญหากรณีคอร์สเข็มทิศชีวิตนำภาพครูเงาะไปใช้ในการโปรโมทคอร์สเข็มทิศฯ นั้น ครูเงาะก็พูดเองว่า ครูเงาะเคยมาเรียนคอร์สเข็มทิศชีวิตหลายคอร์สหมดเงินไปถึง 2 แสนบาท เพื่อจะได้ประกาศนียบัตร NLP ซึ่งเป็นราคาปกติของหลักสูตรพวกนี้


4. คนโจมตีครูอ้อยพยายามบิดเบือนศาสนาพุทธในเรื่อง ความร่ำรวย ด้วยการอ้างว่า ศาสนาพุทธ สอนให้คนลด ละ เลิก กิเลส ศาสนาพุทธจึงห้ามรวย เพราะความรวยเป็นความโลภ แต่ครูอ้อย กลับสอนให้รวย ๆๆ สะสมกิเลส

ซึ่งนี่คือบิดเบือนทั้งการสอนของครูอ้อยและหลักศาสนาพุทธอย่างชัดเจน

เพราะหลักสูตร NLP หรือ หลักสูตรเข็มทิศชีวิต มันก็คือ การสอนให้คนเรามีวิธีคิดที่ถูกต้องตามหลักจิตวิทยา และการปรับจิตใต้สำนึกจนสามารถพัฒนาชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

ซึ่งคนเราเวลาประสบความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานแล้ว ก็ย่อมนำมาซึ่งความร่ำรวยตามมา มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เห็นแปลกตรงไหน
.
แล้วคนที่มาสอนคุณให้รู้วิธีคิดที่ถูกต้องจนสร้างความร่ำรวยได้ แต่ถ้าคนสอนยังยากจนอยู่ คุณจะเชื่อถือในสิ่งที่เขาสอนไหม ?


5. คุณต้องแยกแยะระหว่างคอร์สเข็มทิศชีวิต กับการปฏิบัติธรรมของครูอ้อย นะครับ

คือ คนเราหลายคนมักจะมีหน้าที่ใน 2 ด้าน คือ ด้านหน้าที่การงานและด้านหน้าที่ทางธรรม ซึ่งกระทำได้เป็นเรื่องปกติ

เพียงแต่ว่า พอครูอ้อยทำหน้าที่สอนธรรมะด้วย คนที่จ้องโจมตีจึงนำมาโยงมั่ว ๆ ทำนองว่า ครูอ้อยเอาหลักธรรมะมาหากินจนร่ำรวย

ทั้ง ๆ ที่ ความจริงถ้าคุณไปหาประวัติครูอ้อยมาศึกษา เธอร่ำรวยมาก่อนจะเปิดคอร์สเข็มทิศชีวิต เสียอีก

แล้วพอเธอมีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่ศรัทธา ครูอ้อยก็เลยชวนลูกศิษย์ไปทำบุญที่โน่นที่นี่ ซึ่งกิจกรรมแบบนี้ ผมก็เห็นมีคนทำกันมากมาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกตรงไหน เว้นแต่คนที่จ้องจะหาเรื่องเท่านั้นแหละ ที่เอาเรื่องการทำบุญทำทานปฏิบัติธรรมของพวกเขามาโจมตี

แล้วถ้าคนที่เป็นฆราวาสจะหากินด้วยการสอนธรรมะจริง ๆ ผมก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหนจริงไหม ?



6. พุทธพาณิชย์ คือ มีคนโจมตีครูอ้อยว่า เอาหลักพุทธมาหากิน ทำเหมือนพุทธพาณิชย์

ถามว่า แล้วพุทธพาณิชย์มันผิดตรงไหนครับ แต่ความจริงเนื้อหาส่วนใหญ่ของคอร์สเข็มทิศชีวิตจะเป็นหลักสูตร NLP ของฝรั่งมากกว่า

ขนาดพระภิกษุยังสร้างเครื่องรางของขลัง ปลุกเสกพระเครื่อง ขายได้เลย นี่คือพุทธพาณิชย์ที่ชัดเจน ซึ่งความจริงพระก็ไม่ควรทำ

แต่กรณีครูอ้อย เธอเป็นฆราวาส เธอสอนหลักสูตร NLP ของฝรั่ง แต่กลับโดนกล่าวหาว่า เป็นพุทธพาณิชย์

แน่นอน ในการสอนของครูอ้อย ในฐานะชาวพุทธคนนึง ย่อมมองเห็นหลักพุทธบางอย่างที่นำมาปรับใช้ในการร่วมสอนบ้าง แต่ผมศึกษาฟรี ๆ เฉพาะทางยูทูปและในเพจเข็มทิศชีวิตเท่านั้น ก็มองว่าไม่แปลกอะไร

ทั้ง ๆ ที่ พุทธพาณิชย์จริง ๆ เช่น ร้านสังฆภัณฑ์ ร้านขายพระสวยงาม ร้านขายพระเครื่อง ช่างปั้นพระพุทธรูป ขายทัวร์ปฏิบัติธรรมต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือ พุทธพาณิชย์ทั้งสิ้น

ฆราวาสทำกิจการเกี่ยวกับพุทธพาณิชย์ไม่ผิดนะครับ คุณอย่าหลงประเด็น แล้วใครก็ตามที่ทำกิจการพุทธพาณิชย์จนร่ำรวย มันก็ไม่ผิดนะครับ

อย่างฆราวาสหลายคนเช่น คุณดังตฤณ คุณเสถียรพงษ์ วรรณปก และอีกมากมายหลายคน เขาก็สอนธรรมะ เขาก็มีรายได้จากการสอนธรรมะ ถามว่า เขาหากินแบบพุทธพาณิชย์หรือไม่ ?

พระหลาย ๆ รูป เขียนหนังสือธรรมะวางขาย ถามว่า พุทธพาณิชย์ หรือไม่ ?

พระนักเทศน์ดัง ๆ หลายรูป เดินสายเทศน์ครั้งละหลายหมื่นบาทต่อไม่กี่ชั่วโมง เดินสายเทศน์วันละ 4-5 แห่ง มีค่ากัณฑ์เทศน์ตกวันละเกินหนึ่งแสนบาท ถามว่า พระนักเทศน์เหล่านี้ถือเป็นพุทธพาณิชย์หรือไม่ ?

ผู้ผลิตหนังเกี่ยวกับพระพุทธเจ้ามาขาย ถือว่า หากินกับพุทธศาสนาหรือไม่ ?

หรือแม้กระทั่งพระหลายรูปที่โด่งดังจากการสอนธรรมะ จนมีคนศรัทธาถวายเงินให้ท่านเป็นเงินหลักร้อยล้านบาทเพื่อให้ท่านไปสร้างวัด 

ถามว่า แบบนี้เราจะไปกล่าวหาว่า พระอาศัยหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อหวังลาภยศสักการะหรือไม่ ?

ฉะนั้น คนที่โจมตีครูอ้อย ผมว่า คุณควรแยกแยะประเด็นให้ถูกว่า คุณเลือกโจมตีแบบมีอคติ และเลือกที่รักมักที่ชังหรือไม่

แล้วบางคนกล่าวหาว่า ครูอ้อยบิดเบือนหลักพุทธ ผมขอถามว่า อย่ากล่าวหาลอย ๆ ครับ ช่วยยกตัวอย่างว่า บิดเบือนอย่างไร

เช่น พระพุทธเจ้าเองก็ทรงยกย่องการทำทาน ถึงขนาดทรงสรรเสริญถึงอานิสงส์ของการทำบุญและการบริจาคทานไว้ แบบนี้พระพุทธเจ้าสอนให้คนโลภบุญหรือไม่ ? ซึ่งไม่ใช่เลย




7. ศาสนาพุทธและพระพุทธเจ้าสอนให้ฆราวาสรวยได้ เพราะความรวยมีส่วนช่วยให้เจริญในบุญและในธรรมได้โดยสะดวก

ซึ่งผมได้เขียนบทความเรื่อง พระพุทธเจ้าสอนให้ร่ำรวย ไว้แล้วลองไปตามอ่านกันนะครับ คลิกอ่าน พระพุทธเจ้าสอนให้ร่ำรวย

แล้วใครที่บิดเบือนว่า พระพุทธเจ้าสอนให้ลด ละ กิเลส แล้วแปลว่าพระพุทธเจ้าห้ามรวยนั้น นั่นคือการบิดเบือนและทำลายพุทธศาสนาอย่างชัดเจนครับ

เพราะหลักการดำเนินชีวิตของฆราวาสกับหลักปฏิบัติของพระภิกษุ นั้นมีความแตกต่างกัน

พระภิกษุน่ะต้องมักน้อยต้องอยู่อย่างยากจน

แต่ฆราวาสยังต้องดำเนินชีวิตและยังต้องมีค่าใช้จ่ายในชีวิต ต้องประกอบอาชีพ ต้องเลี้ยงดูครอบครัว

ดังนั้นฆราวาสยังสามารถร่ำรวยได้ และการร่ำรวยโดยไม่โลภมาก พระพุทธเจ้าก็มีหลักคำสอนไว้มากมาย

ถามใจตัวเอง ถ้าคุณยังเป็นแค่ฆราวาส คุณยังอยากร่ำรวยหรือไม่ อย่าโกหกตัวเอง หากคุณโกหกตัวเอง ตามกฎแห่งแรงดึงดูดก็จะทำให้คุณไม่มีทางร่ำรวย


8.  มีคนโจมตีครูอ้อยว่า สอนให้คนอื่นพอเพียง แต่ตัวเองกลับหรูหรา

นี่คือการโจมตีประเภทเดียวกันกับพวกล้มเจ้าที่โจมตีแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเลยครับ กล่าวหาว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียง แปลว่า ต้องอยู่อย่างยากจน ซึ่งมันใช่ซะที่ไหน

ในสมัยพุทธกาล นางวิสาขา ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางว่า เป็นอุบาสิกาผู้เป็นเลิศในการถวายทาน ซึ่ง นางวิสาขานั้นมีฐานะร่ำรวยมหาศาล มีความเป็นอยู่หรูหรา และมีเครื่องประดับที่มีชื่อว่า มหาลดาปสาธน์ ซึ่ง แพงหรูหราอลังการมาก ๆ (ซึ่งคุณไปหาประวัตินางวิสาขาในเว็บพระไตรปิฎกได้)

ความร่ำรวย การมีชีวิตหรูหรากว่าคนทั่วไปไม่ใช่ความผิดนะครับ เพราะขนาดพระอริยะอย่างนางวิสาขาก็ยังใช้ชีวิตหรูหราได้

ฉะนั้น เราอย่าเอาความคิดและความเป็นอยู่ของเราไปต่อว่าและตัดสินใครว่า เขาไม่พอเพียง เหตุเพราะบ้านเขาหรูหราร่ำรวยกว่าเราเลยครับ เพราะมันเป็นอกุศลจิต  เป็นบาป !!

พระพุทธเจ้าสอนให้เรามุทิตาจิต ยินดีในความสุขความสำเร็จของผู้อื่นนะครับ อย่าลืม

ดังนั้นเมื่อเราเห็นใครเขามีความเป็นอยู่สุขสบายกว่าเรา หากเขาหาทรัพย์มาโดยสุจริต เราควรร่วมมุทิตาจิตแก่เขาครับ ไม่ใช่ไปด่าเขา ไปอิจฉาเขา


9. คนที่โจมตีครูอ้อย ด่าคนไปเรียนคอร์สเข็มทิศชีวิตว่า มีเงินอย่างเดี่ยวไม่พอ ต้องโง่ด้วย

เอ่อ.. คนที่ด่าแบบนี้ ผมว่า คุณต่างหากที่ไม่รู้จักหลักสูตรพวกนี้ คือ หลักสูตรพวกนี้ราคาเรียนก็หลักหมื่นขึ้นทั้งนั้น ยิ่งถ้าจ้างโค้ชฝรั่งดัง ๆ ระดับโลกมาสอน จะยิ่งแพงจนถึงหลักแสนได้เลยครับ เพราะมันคือธุรกิจอย่างหนึ่ง

อย่างหลักสูตรของแลนด์มาร์คเวิลด์ไวด์ มีคนไทยไปเรียนมาแล้วมากมายหลักหมื่นคน และมีหลายคนยังเรียนต่ออีกหลายคอร์สหมดเงินไปหลายหมื่นจนถึงหลักแสนก็มี เพราะพวกเขาเห็นว่ามันคุ้มกับชีวิตของเขา เขาถึงลงทุนเรียน

เรื่องพวกนี้มันเป็นสิทธิส่วนบุคคล เป็นความพอใจของแต่ละคน หลายคนเรียนแล้วประสบความสำเร็จในชีวิตจนร่ำรวยมีเงินเป็นร้อยล้านบาทก็มี

แน่นอนหลักสูตรพวกนี้ คุณสามารถหาเรียนฟรี ๆ ได้ในยูทูป หรือในเฟสบุ๊คแฟนเพจก็มีให้ศึกษามากมาย ผมเองก็เรียนฟรีแบบนี้เช่นเดียวกัน ผมติดตามหลายเพจที่สอนแนว ๆ เดียวกันนี้

หากคุณคิดว่า ค่าหลักสูตรพวกนี้มันแพง ก็ไม่ต้องไปเรียนครับ เรียนด้วยตัวเองก็ทำได้เช่นกัน

ขนาดเปิดโรงเรียนมัธยมยังต้องหวังผลกำไรเลยจริงไหม ? เพราะมันคือธุรกิจครับ

หลักสูตร NLPแบบนี้มีอยู่ทั่วโลก ใครที่ไปด่าคนที่เขาเรียนว่าโง่ ผมว่า คุณโลกแคบมากครับ


10. อยากจะย้ำว่า ครูอ้อยมีคลิปสอนฟรีบนยูทูปและที่เพจเข็มทิศชีวิต คุณไม่ต้องไปเสียเงินเรียนก็ได้ครับ ดีไหม!!

หลักการในคอร์สเข็มทิศชีวิตเรียนฟรีก็มีในยูทูปและในเพจเข็มทิศชีวิต ไม่ต้องไปเสียเงินเรียนก็ได้ครับ

แต่การเรียนรู้ด้วยตัวเอง กับการเรียนแบบมีครูสอนโดยตรงย่อมมีความแตกต่างกัน เช่น การเรียนกับครูโดยตรงจะมีการแก้ปมในอดีต

ผมอยากให้เราแยกแยะว่า หากใครไม่ชอบคอร์สแบบนี้ แต่กลับไปจ้องโจมตีเขา ทั้งที่ไม่เคยรู้จักหลักสูตรประเภทนี้มาก่อน ดูจะไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกโจมตีนะครับ


11. การบิดเบือนว่าครูอ้อยสอนให้ต้องรวย หรือรวยแล้วถึงจะมีความสุข

แต่ความจริงครูอ้อยสอนมานานแล้วว่า เรามีความสุขได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้รวยก่อน เช่น

ถ้าคุณชอบกินข้าวกะเพราหมู ถามว่า ถ้าคุณรวยร้อยล้าน คุณจะเลิกกินข้าวกะเพราหมูหรือไม่

ถ้าคุณชอบฟังเพลงแนวหนึ่ง ถามว่า ถ้าคุณรวยร้อยล้าน คุณจะเลิกฟังเพลงแนวนั้นหรือไม่

คำตอบก็คือ คุณก็ยังชอบทานข้าวกะเพราหมูเหมือนเดิม ยังชอบฟังเพลงแนวเดิม ที่ทำให้คุณมีความสุขจริงไหม

ดังนั้นคุณมีความสุขได้ทันทีตามที่คุณต้องการโดยไม่ต้องรอให้ต้องรวยก่อน เมื่อคุณมีความสุขก่อนแล้ว สิ่งดี ๆ ทั้งหลายจะยิ่งเข้ามาในชีวิตคุณ (กฎแห่งแรงดึงดูด)



---------------------

คลิป วิศาล ดิลกวาณิช ไขเรื่อง NLP คืออะไร

ผมอยากให้คุณผู้อ่าน ลองดูคลิปต่อไปนี้ ซึ่งถ้าคุณเกทหรือแตกฉานในคลิปนี้ได้เองทันที คุณก็ไม่ต้องไปเรียนหลักสูตร NLP ใด ๆ ให้เปลืองเงินครับ



เมื่อผมได้ฟังการพูดเรื่อง NLP จากคุณวิศาล ผมก็คิดเหมือนที่หลาย ๆ คนคิด ก็คือ เรื่องแบบนี้พระพุทธเจ้าก็เคยสอนไว้ในหลักศาสนาพุทธแล้ว เพียงแต่ว่า พระพุทธเจ้าคงไม่อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ให้กับคนในยุคพุทธกาลเข้าใจได้

หรือแม้แต่หลักคำสอนในศาสนาคริสต์เอง ก็มีคำสอนทำนองหลัก NLP เช่นกัน

ดังนั้น การที่มีใครนำหลักศาสนาพุทธที่เขานับถือมาเชื่อมโยงกับหลัก NLP ได้ ผมว่า มันเป็นเรื่องที่ดีมากนะครับ เท่ากับเป็นการยกย่องหลักคำสอนในศาสนาพุทธว่า เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์

ซึ่งผมเห็นครูสอนคอร์สพัฒนาชีวิตในประเทศไทยทุกคน ก็มักจะนำหลักพุทธศาสนามาสอนร่วมด้วยทั้งนั้นครับ ไม่ว่าจะเป็นคุณบัณฑิต อึ้งรังษี หรือครูเงาะ รสสุคนธ์ ก็มักนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาประกอบการสอนทั้งสิ้น

เพื่อความเข้าใจเรื่อง กฎแห่งจักรวาล กฎแห่งแรงดึงดูด และพุทธศาสนามากขึ้นแนะนำอ่านบทความด้านล่างต่อครับ

คลิกอ่าน หลักพุทธศาสนา vs เข็มทิศชีวิตสู่กฎแห่งจักรวาลและความร่ำรวย





วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560

ปาร์คกึนเฮ เข้าคุกแล้วแต่ยิ่งลักษณ์หนีคุกแน่






คดีทุจริตและประพฤติมิชอบของอดีตประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ นางปาร์คกึนเฮ ทายาทอดีตประธานาธิบดีปาร์คจุงฮี ซึ่งตอนนี้เธอกลายเป็นนักโทษติดคุกเรียบร้อยโรงเรียนเกาหลีใต้ไปแล้ว

จากคดีที่นางปาร์ค ปล่อยให้คนสนิทของนางเข้ามายุ่มย่ามในรัฐบาล ทั้ง ๆ ที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลเลย ก็เลยพากันซวยติดคุกกันทั้งคู่ในหลาย ๆ คดี ตามที่คุณผู้อ่านคงได้ติดตามกันดีอยู่แล้ว

แต่ตั้งแต่เป็นข่าวว่า อดีต ปธน.หญิงคนแรกของเกาหลีใต้คนนี้พัวพันคดีทุจริตประพฤติมิชอบร่วมกับคนสนิทนั้น  ระบบยุติธรรมของเกาหลีใต้เขาก็จัดการตั้งแต่จับเพื่อนสนิทของนางปาร์ค ทั้งเปิดโปงความผิดของทั้งสองคนในหลายคดี ทั้งมีการให้รัฐสภาลงมติถอดถอนประธานาธิบดี จนถึงศาลตัดสินให้จำคุกนางปาร์คนั้น กินเวลารวดเร็วจริง ๆ แค่ไม่กี่เดือนเอง



ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการยุติธรรมของไทยจริง ๆ ยิ่งในระบบประชาธิปไตยไทยเพื่อให้มีการถอดถอนนายกรัฐมนตรีไทยในสภานะ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งจะถูกถอดถอน เพราะระบบพวกมากลากไปก็จะช่วยกันยกมือปกป้องให้คนผิดรอดไปในที่สุด

แล้วกระบวนการยุติธรรมของไทย พอนักการเมืองไทยโดนข้อหาทุจริตอะไรก็ตาม ศาลไทยก็ยังอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศได้ในระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด

เลยมีกรณีนักการเมืองที่เลวที่สุดในไทยขออนุญาตศาลไปดูโอลิมปิกที่จีนแดง แบบไปแล้วไปลับไม่กลับมา

ในขณะที่เกาหลีใต้ เขาไม่อนุญาตให้นักการเมืองที่ยังมีคดีทุจริตเดินทางออกนอกประเทศเลยจนกว่าคดีจะสิ้นสุดลงว่า ไม่ผิด แล้วนั่นแหละ

นี่คือความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกับกระบวนการยุติธรรมของบ้านเรา

---------------


รูปและข่าวจากสปริงนิวส์

นาง ปาร์ค กึน ฮเย อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ตอนนี้เป็นเพียงนักโทษหมายเลข 503 ที่ถูกจองจำในห้องขังปกติ หลังจากนี้คณะอัยการกำลังตัดสินว่าจะตั้งข้อหาเธอจากข่าวฉาวการธุจริตคอร์รัปชันที่ทำให้เธอตกต่ำที่สุดหรือไม่

อดีตผู้นำเกาหลีใต้ปาร์ค กึน ฮเย วัย 65 ปี ปล่อยโฮทันที เมื่อถูกนำเข้าห้องขังเดี่ยวขนาด 10.6 ตารางเมตร ใหญ่กว่าห้องขังทั่วไปขนาด 6.5 ตารางเมตร ในศูนย์ควบคุมกรุงโซล

----------------

ที่สำคัญเกาหลีใต้เขาไม่อนุญาตคนที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาลมายุ่งวุ่นวายในการทำงานของรัฐบาล

แต่บ้านเรา นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่มีพี่ชายหนีคดีหนีคุก ก็ปล่อยให้พี่ชายหนีคุกโฟนเอ๋งมาปลุกปั่นสร้างความแตกแยกของคนในประเทศ

"ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" สโลแกนหาเสียงหน้าด้าน ๆ แบบนี้มีได้ที่ไทยแลนด์เท่านั้น ส่วนที่เกาหลีใต้เขาไม่อนุญาตให้มีสโลแกนเลว ๆ แบบนี้หรอกครับ

มีอย่างที่ไหน ให้นักโทษหนีคดีมายุ่งวุ่นวายกับนโยบายของรัฐบาล แถมยังสั่ง สส.ได้ทั้งพรรคอีกด้วย



------------------------

เมื่อครั้งที่นายกฯหญิงคนแรกของไทย นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ไปร่วมงานพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้

ยิ่งลักษณ์มองก้นนักร้องเพลงกังนัมสไตล์อย่างปากจู๋ !! จุ๊กกรู้ !! 😃



ผมมั่นใจ 100 % ว่า ถ้าคดีของยิ่งลักษณ์สิ้นสุดลง หากมีความผิดถึงขั้นติดคุก ยิ่งลักษณ์ต้องหนีคดีหนีคุกตามพี่ชายหน้าเหลี่ยมไปจรจัดทั่วโลกแน่นอน

คุณผู้อ่านล่ะ คิดเหมือนผมไหม ??

คลิกอ่าน รู้นะ ยิ่งลักษณ์คิดอะไรกับ ไซ กังนัมสไตล์