วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เหตุที่แก้ พ.ร.บ.สงฆ์ มาตรา 7 ในปี 2535 และ 2559







การแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ เมื่อปี 2535 เกิดขึ้นในสมัยนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 7 กรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

ก่อนอื่นย้อนดู พ.ร.บ.สงฆ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 กับ พ.ศ. 2505 กันก่อนครับ

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 5 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชฯ (พ.ศ. 2484 อยู่ในรัชสมัย ร.8)

พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชฯ (พ.ศ. 2505 อยู่ในรัชสมัย ร.9)

พูดง่าย ๆ ว่า การสถาปนาตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด โดยจะทรงเลือกจากสมเด็จพระราชาคณะที่มีอยู่

โดยหลักประเพณีนิยมที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชฯ นั้น กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงมักเลือกจากสมเด็จพระราชาคณะที่มีพรรษาสูงสุด แต่ไม่ใช่ข้อบังคับว่า จะต้องตายตัวแบบนี้เท่านั้น

จนเมื่อในหลวง ร.9 ได้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 คือ สมเด็จพระญาณสังวร ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช นั้น

ในขณะนั้นสมเด็จพระญาณสังวร ทรงไม่ใช่สมเด็จพระราชาคณะที่มีพรรษาสูงสุด แต่มีสมเด็จพระราชาคณะในสายมหานิกายที่มีพรรษาสูงสุดอยู่

ดังนั้นจึงเกิดกระแสไม่พอใจแบบคลื่นใต้น้ำจากฆราวาสกลุ่มการเมืองของพระที่มีพรรษาสูงสุดในสายมหานิกาย ด้วย (ขออภัยผมจำชื่อและรายละเอียดตรงนี้ไม่ได้ เพราะช่วงนั้นผมยังเด็ก ไม่ได้สนใจข่าวมากนัก แต่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง)

อีกทั้งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ก่อนหน้าคือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสโน) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18 นี้ พระองค์ก็ทรงมาจากสายธรรมยุติกนิกาย


สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

แล้วเมื่อสมเด็จพระญาณสังวร ซึ่งทรงเป็นพระสายธรรมยุตจากวัดบวรนิเวศน์ ทรงขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์ที่ 19 อีก ก็เท่ากับมีสมเด็จพระสังฆราชจากธรรมยุติกนิกายติดต่อกัน 2 สมัย 

ซึ่งแม้ไม่มีข้อห้ามว่า ห้ามนิกายใดเป็นติดต่อกัน เพราะก็เคยมีติดต่อมาแล้ว แต่ในกรณีสมเด็จพระญาณสังวร จึงทำให้เกิดประเด็นเรื่องนิกายเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่อง 

เพราะวัดในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นวัดมหานิกาย การที่ฝ่ายธรรมยุติกนิกายขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชฯ ติดต่อกันถึง 2 สมัย จึงมักเกิดกระแสต่อต้านธรรมยุตแบบคลื่นใต้น้ำทุกครั้ง

แต่ถ้าฝ่ายมหานิกายเป็นสมเด็จพระสังฆราชฯ ติดต่อกันมักไม่ค่อยมีปัญหา


ดังนั้นก็เลยมีฆราวาสกลุ่มการเมืองสายวัดจากสายมหานิกายเกิดความไม่พอใจ ที่พระที่ตนเคารพศรัทธา ที่พวกตนคาดหวังไว้ว่าจะได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19  จึงเกิดความผิดหวัง

เพราะกลุ่มคนพวกคลื่นใต้น้ำพวกนี้คงคาดไว้ว่า ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชควรมาจากสมเด็จพระราชาที่มีพรรษาสูงสุด (รวมทั้งควรมีสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ระหว่างสายมหานิกาย กับ สายธรรมยุติกนิกาย บ้าง)

เมื่อสมเด็จพระญาณสังวร ไม่ได้มีพรรษาสูงสุดในเวลานั้น แถมสายธรรมยุติกนิกายยังข้ามสมเด็จพระราชาคณะจากมหานิกายที่มีพรรษาสูงสุดในขณะนั้นอีก

ประเด็นทั้งพรรษาน้อยกว่า ยิ่งมาบวกกับประเด็นข้ามหน้าข้ามตาพระฝั่งมหานิกายเข้าไปอีก จึงเกิดเป็นความไม่พอใจแบบคลื่นใต้น้ำขึ้น

ซึ่งกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวรขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 ของในหลวง ร.9 นั้น ก็ถึงขนาดแอบวิพากษ์วิจารณ์ทำนองว่า เพราะในหลวง ร.9 ทรงสนิทกับสมเด็จพระญาณสังวรเป็นพิเศษ เพราะสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเคยเป็นพระพี่เลี้ยงให้ในหลวงเมื่อครั้งทรงผนวช ในหลวงจึงทรงเลือกสมเด็จพระญาณสังวร สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชฯ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป กาลเวลาได้พิสูจน์ความจริงแล้วว่า สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเปี่ยมด้วยความรู้ทางธรรมและทรงเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา จนเป็นที่ยอมรับจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลก



ในหลวง ร.9 ทรงหลั่งน้ำสังข์ในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์ที่ 19 เมื่อ พ.ศ.2532 ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

---------

ซึ่งที่จริงก็มีแต่ พวกฆราวาสสายวัดเองเท่านั้นแหละที่ไม่พอใจ คิดแบ่งแยกนิกายสงฆ์ให้แตกแยก ทั้ง ๆ ที่ ระดับสมเด็จพระราชาคณะทั้งจากมหานิกายและจากธรรมยุตทั้งหมด ต่างไม่มีความคิดแบ่งแยกแตกต่างในเรื่องสายนิกายหรือพรรษามากน้อย จนเกิดความไม่สามัคคีเลย

มีแต่พวกฆราวาสลูกศิษย์กันเอง รวมถึงพระลูกวัดบางรูปนี่แหละ ที่โกรธแทนพระอาจารย์ ที่คิดแบ่งแยกแตกความสามัคคีกันเอง 

------------------

ดังนั้น กลุ่มการเมืองที่ไม่พอใจจึงมีความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ ในมาตรา 7 เสียใหม่ จนใน พ.ศ.2535 จึงได้แก้ไขใหม่ได้สำเร็จ ตามนี้

"พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม  เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรวงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช"

คุณผู้อ่าน พอมองเห็นภาพรึยังครับว่า มีพวกนักการเมืองในช่วง พ.ศ.2535 มีความคิดริดรอนพระราชอำนาจดั้งเดิมของพระมหากษัตริย์ไป จนทำให้เกิดมาเป็นปัญหาการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นอีกครั้ง หลังจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชทรงสิ้นพระชนม์ลง

เหตุเพราะ สมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ในเวลานี้ คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ท่านมีปัญหาเกี่ยวข้องกับคดีความอาญา และยังมีปัญหาในการสนับสนุนธัมมชโยให้ยังเป็นพระต่อไป ทั้ง ๆ ที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จสังฆราชพระองค์ที่ 19 ทรงวินิจฉัยไปแล้วว่า ธัมมชโยปาราชิก

------------------

ปัญหาในวันนี้คืออะไร ?

คือ ถ้า สนช. ไม่แก้ พ.ร.บ.สงฆ์ มาตรา 7 ในวันนี้ พวกเราอาจได้สมเด็จพระสังฆราชที่มีคดีอาญาติดตัวในคดีเลี่ยงภาษีรถหรู

แถมถ้าเกิดสมเด็จช่วงได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชไปแล้ว แล้วเกิดมีความผิดอาญาจริง อาจต้องสึกมาติดคุกรึเปล่า ??

ถึงแม้อาจไม่ติดคุก เพียงแค่โดนรอลงอาญาก็มัวหมองแล้ว

หากเป็นเช่นนั้น สมเด็จช่วง เกิดต้องโทษอาญามีความผิดจริง ก็จะเกิดความมัวหมองในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชฯ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงชะลอการทูลเกล้าชื่อสมเด็จช่วง ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพราะอาจเป็นการกระทำระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทได้ในภายหลัง

---------------------

สนช. แก้ พ.ร.บ.สงฆ์ มาตรา 7 สำเร็จแล้ว รอแค่ประกาศใช้

จนวันที่ 29 ธันวาคม 2559 สนช. ได้ผ่านร่างแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ เพื่อถวายคืนพระราชอำนาจสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชกลับมาที่พระมหากษัตริย์ดังเดิม  โดยผ่านทีเดียว 3 วาระรวด เป็น

"มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งและให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ"


สาธุ สาธุ สาธุ ถวายคืนพระราชอำนาจให้ในหลวงเป็นการชอบแล้ว

-----------------

สรุปท้ายบทความ

ส่วนนายประสาร เมธีธรรมาจารย์ โล้นห่มเหลืองที่ขู่จะนำพระออกมาประท้วง ก็ขอให้รีบออกมาได้เลย

จะได้รู้กันว่า นายประสาร เมธีธรรมาจารย์ คิดต่อต้านพระราชอำนาจขององค์พระประมุขของชาติไทย จะได้เจอข้อหากบฏไปซะเลย คุกกำลังรออยู่

ว่าแต่นายประสาร น่ะ ก็แค่พวกหากินในผ้าเหลือง คงไม่กล้าหรอก คนพวกนี้มีแต่เห็นแก่อามิสเท่านั้น

ทั้ง ๆ ที่ นี่คือพระราชอำนาจดั้งเดิมของพระมหากษัตริย์ไทย

และตั้งแต่แก้ พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ.2535 เป็นต้นมา ก็ยังไม่เคยมีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเลยสักครั้ง ฉะนั้นการแก้ไขให้กฎหมายกลับไปเป็นตามโบราณราชประเพณีดังเดิม จึงเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว

คลิกอ่าน ในหลวง ร.9 กับวิถีพระโพธิสัตว์





วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ในหลวง ร.9 กับวิถีพระโพธิสัตว์






บทความนี้ต่อจากบทความเรื่อง ในหลวงพระโพธิสัตว์รัชกาลที่ 9 เสด็จสู่ดุสิตมหาสวรรค์

คือเมื่อวันก่อนผมดูสารคดีช่อง 11 แล้วได้รับรู้เรื่องราวที่น่าประทับใจอีกครั้ง ตามรูปนี้ครับ



รูปนี้คือ ในหลวง ร.9 ทรงเสด็จฯ เปิดตึกมหิดลวงศานุสรณ์ ในสภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2496

ตึกนี้คือตึกที่ใช้สำหรับผลิตวัคซีนบีซีจี เพื่อป้องกันโรควัณโรค ซึ่งในหลวง ร.9 ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ 5 แสนบาทในการสร้างตึกนี้ และเพื่อดำเนินการผลิตวัคซีนบีซีจี จะได้ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพง

ซึ่งเมื่อประเทศไทยได้ผลิตวัคซีนบีซีจีได้แล้ว ยูนิเซฟ ยังได้สั่งซื้อวัคซีนที่ผลิตจากไทยไปช่วยเหลือประเทศอื่น ๆ ในเอเซียอีกด้วย

ก่อนหน้าในหลวงทรงถามนายแพทย์ซึ่งน่าจะเป็นแพทย์ส่วนพระองค์ (คือผมฟังสารคดีแล้วจำชื่อนายแพทย์ท่านนี้ไม่ได้) ทรงถามว่า ปัจจุบันนี้มีวิธีป้องกันโรควัณโรคแล้วรึยัง?

นายแพทย์ท่านนี้ก็ตอบในหลวงว่า มีวัคซีนป้องกันวัณโรคแล้ว แต่ยังมีราคาแพง เพราะต้องซื้อจากต่างประเทศ

ผมดูสารคดีนี้แล้วน้ำตาซึมเลย เพราะผมเองก็เพิ่งรู้เรื่องนี้

เพราะในบทความก่อน ผมเพิ่งเขียนเรื่องที่ในหลวงทรงช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนโดยไม่ทรงรังเกียจ ถึงขนาดที่ทั้งในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ กล้าที่จะสัมผัสเนื้อตัวของผู้ป่วย

นี่คือจิตแห่งความเมตตา เฉกเช่น พระโพธิสัตว์ ของในหลวง

และไม่ใช่แค่ วัคซีนบีซีจีเท่านั้น แม้แต่โรคโปลิโอ ซึ่งในอดีตเคยระบาดมากในประเทศไทย

ในหลวงก็ทรงพระราชทานทุนประเดิมในการจัดตั้งทุน "โปลิโอ สงเคราะห์" อีกด้วย เพื่อรักษาและป้องกันโรคโปลิโอ ในพ.ศ.2495



หรือแม้แต่การระบาดของโรคอหิวาตกโรคอย่างรุนแรงในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2501 ในหลวงทรงพระราชทุนประเดิมเพื่อก่อตั้งทุนปราบอหิวาตกโรค จนมีประชาชนอีกมากมายร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อการนี้เช่นกัน

หรือแม้แต่ภาวะขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย เหตุเพราะในหลวงทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่าง ทรงพบว่ามีคนไทยจำนวนมากที่เกิดภาวะขาดไอโอดีน ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ

ถ้าเด็กขาดสารไอโอดีนก็จะมีสติปัญญาต่ำหรือไอคิวต่ำ ถ้าสตรีมีครรภ์ขาดสารไอโอดีน ก็จะทำให้ทารกแรกเกิดขาดสารไอโอดีน จนเป็นโรคที่เรียกว่า โรคเอ๋อ ซึ่งจากการขาดสารไอโอดีน ส่วนในผู้ใหญ่ก็จะมีอาการคอหอยพอก เป็นต้น

ในหลวง ร.9 จึงทรงริเริ่มนำร่องการผลิตเกลือเสริมไอโอดีน สนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาเครื่องผลิตเกลือผสมไอโอดีน และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภาวะการขาดสารไอโอดีน

ซึ่งต่อมา เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2540 สภานานาชาติ เพื่อการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน (International Council For Iodine Deficiency Disorder : ICCIDD) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเหรียญทองสดุดีเกียรติคุณแด่พระองค์ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้นำ ผู้บุกเบิก และดำเนินงานด้านโครงการควบคุมปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยจนเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมโลก

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้วันที่ 25 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันไอโอดีนแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนได้บริโภคเกลือเสริมไอโอดีนอย่างต่อเนื่อง สร้างเสริมปัญญาของคนในชาติ (ที่มาเรื่องไอโอดีน https://goo.gl/0i8UMu)

แต่กว่าประชาชนในถิ่นห่างไกลจะยอมเชื่อเรื่องการบริโภคเกลือผสมไอโอดีนได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะเมื่อข้าราชการนำเกลือผสมไอโอดีนไปแจกและเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน

ประชาชนกลับไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่ข้าราชการแนะนำ เพราะในอดีตประชาชนไม่ค่อยไว้ใจข้าราชการไทยเท่าที่ควร เนื่องจากข้าราชการในอดีตมักทำตัวเป็นเจ้านายของประชาชน

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงต้องทรงเสด็จไปแจกเกลือผสมไอโอดีนในถิ่นทุรกันดารด้วยพระองค์เอง ราษฎรจึงจะยอมบริโภคเกลือผสมไอโอดีน เพราะคนไทยเชื่อพระทัยของในหลวง

-----------------------

วิถีพระโพธิสัตว์

จากที่ผมเล่ามา แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรของพระองค์ ในด้านการสาธารณสุข

มาคิด ๆ ดู ทำไมในหลวงจึงทรงเป็นผู้ริเริ่มการป้องกันรักษาโรคหลายโรค

ทำไมไม่เป็นรัฐบาลไทยที่ควรจะตระหนักเรื่องนี้แล้วริเริ่มโครงการเหล่านี้นะ

อ้อ รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยมัวแต่สนใจแต่การเพิ่มจีดีพีให้ประเทศไง

ก่อนจบบทความขอนำคลิปเสียงของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ พูดถึงในหลวง ร.9 เกี่ยวกับวิถีพระโพธิสัตว์ครับ



หลวงพ่อไม่ได้บอกว่า ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์นะครับ แต่หลวงพ่อพูดถึง พระจริยวัตรที่เป็นวิถีแห่งพระโพธิสัตว์

---------------------

ในหลวงทรงแก้ปัญหาหมู่บ้านขอทาน

ตอนผมเด็ก ๆ นสพ.ลงข่าวเคยพาดหัวข่าวหน้า 1 พบว่ามีหมู่บ้านขอทาน ในสกลนคร ที่คนทั้งหมู่บ้านทำอาชีพขอทาน

หลังจากในหลวงทรงทราบข่าวนี้ พระองค์จึงเสด็จพระราชดำเนินไปที่หมู่บ้านขอทานในช่วงเวลาไม่นาน เพื่อให้ทรงคลายสงสัยว่า ทำไม เกิดอะไรขึ้นกับคนในหมู่บ้านนี้ที่ต้องทำอาชีพขอทาน

ในหลวงทรงพบว่า หมู่บ้านนี้ดินก็ไม่ดี พื้นที่แห้งแล้งมาก จนเพาะปลููกอะไรก็แทบไม่ได้ ชาวบ้านเลยหันมาทำอาชีพขอทานกันหมด

ในหลวงทรงเข้าไปแก้ปัญหาทั้งดินและน้ำให้พวกเขาเพื่อจะได้ทำการเกษตรได้พอมีพอกิน จนกระทั่งทุกวันนี้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านแห่งนี้เลิกอาชีพขอทานแล้ว ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือนทุกครัวเรือน

คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าวนี้


สำหรับความเชื่อของผม คือ เราคนไทยเคยมีพระโพธิสัตว์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพหลายด้าน ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล มองหนทางแก้ปัญหาความยากจนของคนไทยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เพียงแต่ว่า คนไทยจำนวนมากและรัฐบาลไทยในอดีตไม่ค่อยนำพาที่ในหลวงทรงแนะนำเท่าที่ควร

ในหลวง ร.9 พระโพธิสัตว์ ทรงมาช่วยเหลือคนไทยนานถึง 70 ปี

หากเราคนไทยรักในหลวง ร.9 ก็ต้องเชื่อในคำสอนของพระองค์ และปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ เพราะนี่คือวิถีที่ถูกต้องที่สุดสำหรับคนไทยครับ

คลิกอ่าน ในหลวงพระโพธิสัตว์รัชกาลที่ 9 เสด็จสู่ดุสิตมหาสวรรค์





วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทำไมคนอเมริกันโหวตให้ฮิลลารีมากกว่าทรัมป์ แต่ดันแพ้






ผลการเลือกตั้งปรธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เสร็จสิ้นไปในขั้นแรกแล้ว

นั่นคือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะผลอิเลคทอรัลโหวตจำนวน 279 เสียง ต่อ 228 เสียงของนางฮิลลารี คลินตัน 



เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม 

คือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะไปเลือกผู้แทนของรัฐเพื่อไปลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรงอีกรอบนึงครับ ซึ่งเรียกการเลือกตั้งแบบนี้ว่า อิเลคทอรัลโหวต

ดังนั้น ถ้ารัฐไหนชนะผลการเลือกตั้งผู้แทนรัฐที่จะไปโหวตเลือกประธานาธิบดี รัฐนั้นก็จะได้คะแนนจากผู้แทนรัฐไปทั้งหมด เพื่อไปโหวตเลือกประธานาธิบดีต่อไป

แต่ละรัฐจะมีคะแนนของผู้แทนรัฐแตกต่างกันไป ตามแต่ว่ารัฐนั้นมีประชากรมากน้อยเท่าไหร่ ถ้ารัฐนั้นมีประชากรมาก ก็จะมีคะแนนผู้แทนรัฐมาก

เช่น รัฐฟลอริดา มีคะแนนผู้แทนรัฐ 29 เสียง หากใครชนะในรัฐนี้ เช่น ถ้าทรัมป์ได้คะแนน 49 % ส่วนคลินตันได้ 47 %

เท่ากับทรัปม์ชนะในรัฐฟลอริดา ก็จะทำให้คะแนนของผู้แทนรัฐฟลอริดาทั้งหมอ 29 เสียง ก็จะไปโหวตเลือกทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีทั้งหมด

แล้วถ้าผู้สมัครคนใดได้คะแนนอิเลคทอรัลโหวตถึง 270 เสียงก่อน ก็จะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนต่อไป

ดังนั้นขอให้คุณผู้อ่านทราบในชั้นต้นไว้ก่อนว่า ประชาชนอเมริกันไม่ได้ไปเลือกประธานาธิบดีโดยตรง แต่เป็นการเลือกผู้แทนรัฐเพื่อไปโหวตเลือกประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสภาอีกทีครับ

----------------

นางคลินตัน ชนะคะแนนป๊อปปูล่าโหวต

แต่ผลจากคะแนนดิบของประชาชน (ป๊อปปูล่าโหวต) ที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนรัฐทั่วประเทศ

ปรากฎว่า นางฮิลลารี คลินตัน ได้คะแนนจากประชาชนไป 59.7 ล้านเสียง

ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้คะแนนป๊อปปูล่าโหวตไป 59.5 ล้านเสียง 

ดังนั้น ถ้าดูจากคะแนนดิบของชาวอเมริกันทั่วประเทศ นางคลินตันก็ชนะทรัมป์ ครับ

ซึ่งกรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว เมื่อครั้งนายอัล กอร์ ชนะป๊อปปูล่าโหวต แต่กลับแพ้อิเลคทอรัลโหวตต่อนายจอร์ช w บุช

แปลง่าย ๆ ว่า ถ้าการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากเสียงของประชาชน ตอนนี้นางฮิลลารี คลินตัน ก็จะได้เป็นว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกาไปแล้วครับ

แล้วทำไมสหรัฐอเมริกา จึงไม่ใช้การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ?

คำตอบคือ ผมก็ยังหาคำตอบดี ๆ มาอธิบายสั้น ๆ ไม่ได้ แต่ผมพอเข้าใจอยู่ลึก ๆ ว่า เพราะเหตุผลอะไร

คุณผู้อ่านท่านใด มีคำตอบดี ๆ ว่า ทำไมสหรัฐอเมริกาจึงใช้วิธีการเลือกตั้งโดยอ้อม ก็ช่วยแสดงความเห็นมาหน่อยนะครับ ขอบคุณไว้ล่วงหน้า

-----------------

แต่ที่เจ็บที่สุดคือ พรรคเดโมแครต นอกจากแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยอ้อมแล้ว ก็ยังแพ้การเลือกตั้งวุฒิสภา และการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร แบบขาดลอยอีกด้วย

ดังนั้นตอนนี้ คือ ยุคที่พรรครีพับบลิกันครองอำนาจในสภาคองเกรสอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว



และเนื่องจากคะแนนเสียงของชาวอเมริกันส่วนใหญ่เลือกนางฮิลลารี คลินตัน ก็เลยมีผลทำให้ ตอนนี้เกิดการประท้วงของคนอเมริกันในหลายพื้นที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่ ทรัมป์ เป็นฝ่ายชนะครับ



คลิกอ่าน นโยบายสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ชนะใจชาวอเมริกัน





วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ในหลวงพระโพธิสัตว์รัชกาลที่ 9 เสด็จสู่ดุสิตมหาสวรรค์






แม้จะอยู่ในช่วงเศร้าและอาลัย แต่ผมก็มีความสุขเมื่อเปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งคืน แม้จะหลับบ้าง ตื่นขึ้นมาบ้าง แต่พอได้ยินเสียงสารคดีของในหลวง ร.9 ผมก็รู้สึกสุขใจยิ่งนัก

แง้มตาดูทีวีทีไร เห็นในหลวงในทีวี รู้สึกคิดถึงพระองค์เหลือเกิน

ในหลวงเสด็จสู่สรวงสวรรค์แล้ว

ผมสันนิษฐานเองตามพระไตรปิฎกว่า ดวงพระวิญญาณของพระองค์คงจะทรงสถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว

เพราะในหลวง ร.9 ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ (เมื่อวานในวิทยุก็พูดแบบนี้)

พระโพธิสัตว์ส่วนใหญ่จะสถิตอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต (หรืออาจชั้นดาวดึงส์บ้างเป็นบางองค์)

(ใครไม่รู้ว่าในหลวง ร.9 คือพระโพธิสัตว์ เชิญอ่านที่บทความนี้ https://goo.gl/e6WE7M )

ตามหลัก พระโพธิสัตว์ย่อมต้องมีพวกมารผจญ เพื่อสร้างสมบารมี ดังนั้น การที่มีพวกคนเลวหนักแผ่นดิน มีพวกล้มเจ้า มันพวกนี้ก็คือพวกมารผจญ เพื่อให้พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญเพียรบารมี นั่นเอง (ถือเป็นเรื่องปกติ)

ฉะนั้น เราไม่ต้องไม่โกรธไปแค้นพวกหนักแผ่นดินพวกนั้น ให้ใจเราเศร้าหมองเลยนะครับ เพราะทุกคนล้วนมีกฎแห่งกรรมเป็นของตนเองอยู่แล้ว

ผมจะบอกคุณผู้อ่านว่า ตอนนี้ในหลวงพระโพธิสัตว์ท่านเสด็จสู่ดุสิตมหาสวรรค์ไปแล้ว

(ตามความเชื่อในของคนไทยในยุคโบราณ มีความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ทรงเป็นดั่งพระโพธิสัตว์ ที่จะต้องพำนักที่ดุสิตมหาสวรรค์ จึงมีการสร้างพระที่นั่งดุสิตมหาสวรรค์ขึั้น)


พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สถานที่ตั้งพระบรมโกศในหลวงรัชกาลที่ 9

ดังนั้นพวกเลวหนักแผ่นดินทั้งหลาย ถึงอยู่ไปตอนนี้ก็ย่อมไร้ประโยชน์แล้วเช่นกัน

อีกไม่นาน กฎแห่งกรรมจะจัดสรรให้พวกเลวนี้โดยเร็วทีละคนแน่นอนครับ (อย่าไปใส่ใจพวกมันมากนัก)

-----------------

ในหลวงโพธิสัตว์ผู้ทรงช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อน

ผมดูรายการเดินหน้าประเทศไทยเมื่อเย็นวันที่ 23 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา เรื่องมูลนิธิราชประชาสมาสัยฯ เกี่ยวกับการช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อนและการส่งเสริมการศึกษาของบุตรหลานของผู้ป่วยโรคเรื้อน

ในหลวงทรงกล้าจับมือผู้ป่วยโรคเรื้อนโดยไม่ทรงรังเกียจเลย สมัยก่อนใครป่วยโรคเรื้อน ครอบครัวก็ไม่เอา สังคมก็รังเกียจ แม้แต่แพทย์ก็ไม่รับรักษา


ในหลวงทรงเสด็จเยี่ยมผู้ป่วยโรคเรื้อน

ในหลวงทรงมีพระเมตตาประดุจพระโพธิสัตว์จริงๆ
ประเทศไทยพ้นภัยโรคเรื้อนเพราะพระมหากรุณาธิคุณล้นฟ้าล้นแผ่นดินโดยแท้ (อดีตผู้ป่วยโรคเรื้อนใช้คำนี้)

ใครที่ยังไม่ได้ดูคลิปต่อไปนี้ ขอแนะนำให้ดูเลยครับ แค่ทรงช่วยเหลือผู้ป่วยเรื่องโรคเรื้อนในประเทศไทยอย่างเดียว จนประเทศไทยปลอดจากโรคเรื้อนตามมาตรฐานองค์การอนามัยโรค

เพียงเท่านี้พระมหากรุณาธิคุณล้นฟ้าล้นแผ่นดินแล้ว ถ้าในหลวงทรงไม่ทำตอนนั้น นึกไม่ออกเลยว่า ใครจะทำ



คลิกอ่าน ในหลวง ร.9 กับวิถีพระโพธิสัตว์





วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สื่อชั่วเสี้ยมให้คนด่าบิ๊กตู่ กรณีห้ามชาวบ้านอาบน้ำกลางถนน







สื่อชั่วสังกัดตระกูลชั่วจนชิน พาดหัวทำนองว่า นายกฯ บิ๊กตู่ ห้ามชาวบ้านนุ่งกระโจมอกอาบน้ำประท้วงถนนพัง ทำเอาคนที่ไม่ได้ฟังคลิปที่นายกฯ พูดเต็ม ๆ ด่านายกฯ ว่า ทำไมต้องห้ามในเมื่อมันเป็นเรื่องจริง 




ทั้ง ๆ ที่ ความจริง นายกฯ ไม่ได้ห้ามชาวบ้านประท้วงประชด แถมนายกฯ ยังเกรงว่า ต่อไปชาวบ้านอาจจะนุ่งชุดว่ายน้ำมาประท้วงอีกด้วยซ้ำ เพราะถนนมันเป็นหลุมลึกขึ้น

ถ้าได้ฟังนายกฯ พูดประเด็นนี้ให้ตลอด นายกฯ ตำหนิเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และตำหนิองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นบางแห่ง ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์จนชาวบ้านต้องออกมาประชดแบบนี้



ปัญหาสำคัญที่สุดของคนไทยตอนนี้คือ ชอบอ่านแต่พาดหัวข่าว แถมมักฟังความข้างเดียว เลือกเชื่อในสื่อที่ตัวเองอยากจะเชื่อ จึงทำให้สังคมไทยแตกแยกวุ่นวายมากขึ้น

ปัญหาถนนเข้าหมู่บ้าน รวมถึงถนนที่ใช้ร่วมกันของหลายหมู่บ้าน มันเป็นหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่ต้องจัดการดูแล ถ้าขาดงบประมาณก็สามารถทำเรื่องพร้อมเหตุผลประกอบส่งมาที่หน่วยงานราชการประจำจังหวัดได้ เพื่อให้ส่วนกลางอนุมัติงบช่วยเหลือได้

แต่ความจริงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีเงินมากพอ แต่ละเลย เพราะเอาเงินไป....หมด (ไม่อยากจะพูด)

แล้วพอเป็นข่าวดังขึ้นมา องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นถึงรีบออกมาขยับแก้ปัญหากัน จริงไหม?

นายกฯ พูดว่า อยากให้ไปอธิบายประชาชนให้เข้าใจว่า การที่ประท้วงแบบนี้ เมื่อภาพข่าวมันออกไปต่างประเทศ ต่างประเทศเขาก็ไม่รู้หรอกว่า มันเป็นหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่เขาด่ามาที่รัฐบาลกลาง

แล้วการที่นายกฯ บอกว่า อย่าให้มีอีก หมายถึง ตำหนิเจ้าหน้าที่รัฐที่กำกับดูแล ว่าอย่าให้ชาวบ้านเดือดร้อนจนต้องมาประท้วงแบบนี้อีก ไม่ใช่นายกฯ จะไปห้ามชาวบ้านประท้วง

นี่คือสาระสำคัญที่นายกฯ บิ๊กตู่ต้องการจะสื่อสาร แต่สื่อชั่ว ๆ มันเสี้ยมให้คนด่านายกฯ ไปก่อนแล้ว

----------

ข้อคิดท้ายบทความ

ปัญหาถนนเข้าหมู่บ้านพัง จนชาวบ้านต้องออกมาประชดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้น เป็นปัญหาที่เกิดมาหลายสิบปีแล้ว

ไม่ใช่ถนนเพิ่งมาพังในยุครัฐบาล คสช.

แต่ที่ผ่านมานับสิบ ๆ ปีชาวบ้านไม่กล้าออกมาประท้วง เพราะเกรงกลัวอิทธิพลของนักการเมืองท้องถิ่น ที่มักเป็นลูกน้องนักการเมืองระดับประเทศอีกด้วย

ซึ่งโดยหลักการ ประชาชนสามารถร้องเรียนไปที่นายอำเภอ เรื่อยไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวึดได้ แต่ถ้ายุคก่อน ๆ ชาวบ้านก็ไม่กล้าร้องเรียนเท่าไหร่นัก เพราะเหตุผลมากมายร้อยแปด รวมถึงเกรงกลัวอิทธิพลนักการเมืองท้องถิ่นด้วย

แต่เพราะยุค คสช. ที่กล้าปราบปรามอิทธิพลท้องถิ่น จึงทำให้ชาวบ้านกล้าออกมาประท้วงแบบนี้ได้



วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

คำแนะนำสำหรับทีมชาติไทยก่อนไปเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์






โค้ชซิโก้ เกียรติศักดิ์ ผมสังหรณ์ใจว่า คุณแอบตามอ่านบทความเกี่ยวกับฟุตบอลไทยของผมหลาย ๆ บทความ (อิอิ) #ฟุตบอลไทยอยู่ในสายเลือด

(เพราะผมเคยเขียนในบทความเก่าดูถูกทีมชาติไทยไว้ว่า ทีมไหนอยากจะเอาทีมชาติไทยแบบไม่ยาก ต้องเล่นเกมเพรสซิ่งแบบที่ญี่ปุ่นเล่นกับไทย เพราะไทยเรามักแพ้ทางเกมเพรสซิ่ง ซึ่งโค้ชซิโก้ เคยยกคำดูถูกของผมมาพูด)

คลิกอ่าน เกมเพรสซิ่ง กลยุทธ์ไม้ตายไว้ปราบทีมชาติไทย



มาคราวนี้ผมขอแนะนำเลยว่า ถึงเวลาเปลี่ยนศูนย์หน้าทีมชาติไทยได้แล้ว

ผมมองว่า ธีรศิลป์ แดงดา ได้หมดยุครุ่งเรืองของเขาไปแล้ว

ธีรศิลป์ ควรถูกปลดระวางเหมือน ดัสกร ทองเหลา ที่เล่นเฉพาะไทยแลนด์ลีกก็พอ ถ้าสังเกตดี ๆ ทั้งเกมเจอซาอุฯ และเจอญี่ปุ่น ธีรศิลป์ จังหวะจะช้าไปครึ่งก้าวเสมอ (สปีดบอลของเขาผ่านยุคสุดยอดไปแล้ว)

วันที่ 6 ตุลานี้ ไทยจะไปเยือน uae ไทยเราถ้าเอาชนะยูเออีในบ้านยูเออีได้ เมื่อวานที่เราแพ้ญี่ปุ่นไป ก็ถือว่า ยังพอชดเชยกันได้

เพราะ ยูเออี ชนะญี่ปุ่นในบ้านญี่ปุ่นเอง และไทยควรเสริมกองหลังเพิ่ม หรือจะเป็นกองกลางตัวรับ ก็ตาม แล้วใช้เกมโต้กลับจะดีที่สุด

ถ้าในระดับเอเซีย ไทยควรเน้นเกมรับแบบยุคที่กรีซคว้าแชมป์ยูโร นี่คือวิถีที่เหมาะสมกับทีมชาติไทยในเวลานี้ที่สุด

แล้วถ้าจะพัฒนาไปอีกนิด ไทยหลังต้องแน่นแบบอิตาลี มีกองกลางฉวยโอกาสจ่ายแม่นๆ แบบเมสซี่เจ น่ะดีแล้ว แล้วหาศูนย์หน้าเข้าฮอตเก่ง ๆ แต่ไว แล้วฉลาดแกมโกง แบบ ฟีลิปโป อินซากี้ (อดีตศูนย์หน้าดาวดังเอซีมิลาน และทีมชาติอิตาลี)



(ในสายตาคนญี่ปุ่น ศูนย์หน้าทีมชาติไทยที่ดีที่สุดหลังหมดยุค ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน คือ สุธีร์ สุขสมกิจ)


วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บก.ลายจุดยังโง่เหมือนเดิมกรณีแขวะดร.เสรีจะไปอยู่อเมริกา






จากกรณีเป็นข่าวไปเมื่อวานที่ ดร.เสรี วงศ์มณฑา โพสเฟสบุ๊คว่า บั้นปลายชีวิตอาจไปใช้ชีวิตที่เหลือโดยไปขออาศัยอยู่บ้านหลานที่สหรัฐอเมริกา ก็เลยมีฝ่ายตรงข้ามอย่าง บก.ลายจุด ออกมาโพสแขวะอาจารย์เสรีตามนี้



การแขวะดร.เสรี วงศ์มณฑา ของบก.ลายจุด ถือเป็นการตอกย้ำตรรกะพิกลพิการและโชว์โง่ไม่มีสิ้นสุดของบก.ลายจุด เอง

เอาอย่างนี้แล้วกัน อย่างผมเองก็เคยเขียนบอกแฟนเพจ ใหม่เมืองเอก ของผมเอง ถึง 2 ครั้งแล้วว่า

"ที่ผมด่าสหรัฐอเมริกา หมายถึง ด่าบทบาทของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา แต่ผมไม่เคยเกลียดแผ่นดินสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่เคยเกลียดประชาชนชาวอเมริกันเลย"

ผมเขียนทำนองนี้ให้แฟนเพจผมได้เข้าใจ และเชื่อว่า คุณผู้อ่านบทความผมอ่านเพียงแค่นี้ก็คงเกททันที

สังคมพุทธเราสอนไว้ว่า จะต้องไม่ไปโกรธเกลียดใครเขา แต่ถ้าเราไม่ชอบบทบาทของรัฐบาลบางประเทศ เราวิจารณ์ได้หรือจะด่าด้วยก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปเกลียดคนในประเทศนั้น ๆ เพราะคนเราทุกคนนั้นมันก็เพื่อนร่วมโลกด้วยกันทั้งสิ้น จะโกรธแค้นโกรธเคืองกันไปทำไม เกิดมาไม่กี่วันก็ตายแล้ว


ส่วนตรรกะโง่ ๆ ประเภทจิตใจคับแคบ ประเภทตรรกะควายแดง เฉกเช่นที่ บก.ลายจุด โพสลงเฟสบุ๊คตัวเองนั้น จัดเป็นตรรกะที่โชว์ความโง่ของตัวเองที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเลย

ผมขอยกความเห็นของแฟนเพจผมคนนึง ซึ่งเขาเขียนได้ชัดเจนดี เลยขอก๊อปมาลงบทความแล้วกัน เขาเขียนไว้ว่า

"ได้ยินบ่อยมากครับพี่ พวกวาทกรรมสั่ว ๆ จากเหล่าติ่งประเทศโลกเสรี
เกลียดเมกาก็อย่าใช้เฟสบุ๊ค อย่าใช้ไอโฟนสิ เลิกกินเบอร์เกอร์ เลิกใช้วินโดว์ เลิกใช้คอมพิวเตอร์สิ ไล่ฝรั่งออกนอกกะลาแลนด์ให้หมด บลาๆๆๆ
คือชอบเขา เข้ากับเขาแล้วต้องเป็นทาสเขาแบบถึงจิตวิญญาณเลยใช่ไหมครับพวกที่ใช้ตรรกะแบบที่ว่ามานี่"


ส่วนกรณีคดีความของ ดร.เสรี ผมว่า บก.ลายจุดถามบนความคิดในกมลสันดานตัวเองแบบหลายคนที่ตัว บก.ลายจุด เองรู้จักและนับถือ อย่างเช่น ทักษิณ ชินวัตร สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และอีกหลาย ๆ คน ที่หนีคดีหางจุดตูดไปอยู่เมืองนอกกันหมดแล้ว

ประเภทสันดานพรรคพวกตัวเองขี้ขลาดเช่นไร ก็ดันคิดไปเองว่า คนอื่นเขาจะเป็นเช่นพรรคพวกตัวเอง

เอาเป็นว่า ความเห็นส่วนตัวผม ผมว่า ดร.เสรี วงศ์มณฑา แม้จิตใจอาจารย์จะไม่ใช่ผู้ชายแท้ แต่ ดร.เสรี ก็เป็นคนจริงแน่นอน อาจารย์เสรีจะไม่หนีคดี ไม่หนีคุก ไม่หน้าตัวเมีย เหมือนอย่างคนที่ บก.ลายจุด เคารพนับถือหลายต่อหลายคนที่หนีคดีอย่างแน่นอน

ผมเชื่อเช่นนั้น

---------------------

จากที่ผมอธิบายมา คุณผู้อ่านพอมองภาพออกรึยังครับว่า ตรรกะควายแดงแบบ บก.ลายจุดน่ะ มันกะหลั่วและเห่ยเพียงใด 555

จริง ๆ โดยส่วนตัวผม ผมชื่นชม บก.ลายจุดหลายเรื่องนะ จะยกเว้นเรื่องแนวคิดทางการเมืองของเขานั่นแหละ ที่ออกจะแนวตรรกะควายแดงไปเยอะนะ ผมว่า 555

คลิกอ่าน บก.ลายจุด งง ไทยเคยเป็นอาณานิคมชาติอื่นหรือไม่



วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บก.ลายจุด งง ไทยเคยตกเป็นอาณานิคมชาติอื่นหรือไม่






เมื่อหลายวันก่อน บก.ลายจุด แกนนำคนเสื้อแดง ตั้งข้อสงสัยเรื่องไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมชาติอื่นจริงหรือไม่ ลงในเฟสบุ้ค ตามนี้



ที่จริงมีคนไทยจำนวนมากที่สงสัยในเรื่องนี้ ดังนั้นผมเลยจะขออธิบายตามนี้ครับ

จากคำถามข้อที่ 1 ของบก.ลายจุด ตอนอยุธยาเสียเมือง(เสียกรุง)ครั้งแรก สถานะของอยุธยาคืออะไร ?

ตอบว่า สถานะกรุงศรีอยุธยา มีสถานะเป็นอาณาจักร ในสมัยนั้นยังเป็นยุคโบราณ ยังไม่มีการแบ่งเขตแดนเป็นประเทศตามหลักสากลเหมือนในสมัยปัจจุบัน

เพราะการแบ่งเขตอเนเป็นประเทศจริง ๆ ตามแบบประเทศสมัยใหม่น่าจะเริ่มขึ้นเมื่อประมาณสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5  จึงถือว่าได้พ้นยุคอาณาจักรโบราณไปแล้ว โดยเริ่มแรกเราใช้ชื่อประเทศสยาม และมาเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย ในสมัยจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม

คำถามข้อที่ 2  ไทยเราเคยล่าอาณานิคมชนชาติหรือไม่ 

ตอบว่า ในยุคอาณาจักรโบราณ เราไม่ได้ใช้คำว่า ล่าอาณานิคม

ต่อเนื่องจากคำถามข้อที่ 2 ถ้าถามใหม่ว่า เราเคยตกเป็นชาติอาณานิคมชนชาติอื่นหรือไม่ ?

ตอบว่า คำว่า "ชาติอาณานิคม" หรือ "อาณานิคม" ภาษาไทยเราเพิ่งจะนำคำ ๆ นี้มาใช้ในสมัยชาติตะวันตกเข้ามาล่าอาณานิคมในทวีปเอเซีย โดยเฉพาะเมื่อเข้ามาล่าในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้มีการนำคำนี้มาใช้ เพราะแต่เดิมใช้คำว่า "ประเทศราช" หรือ "เมืองขึ้น"

**ประเทศราชในยุคโบราณยังมีอำนาจปกครองตัวเอง แต่การเป็นชาติอาณานิคมของชาติตะวันตกจะหมดสิทธิการปกครองตนเองโดยสิ้นเชิง**

ดังนั้น คำว่า "ชาติอาณานิคม" จึงเป็นคำที่ใช้เกี่ยวกับการตกเป็นชาติอาณานิคมของชาติตะวันตกเท่านั้น

ความจริงเราต้องพูดให้ครบถ้วนว่า "ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นชาติอาณานิคมของชาติตะวันตก" (เมื่อมีการแบ่งอาณาเขตเป็นประเทศตามหลักสมัยปัจจุบันแล้ว)

-------------------

กรณีกรุงศรีอยุธยา เสียกรุง 2 ครั้งให้พม่าจริงหรือ ?

จริง ๆ แล้ว ในสมัยอาณาจักรอโยธยาที่มีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น

เราเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกให้อาณาจักรตองอู ซึ่งมีพระเจ้าบุเรงนองเป็นกษัตริย์พม่าแห่งราชวงศ์ตองอูในขณะนั้น โดยมีกรุงหงสาวดีเป็นราชธานี (โดยกรุงหงสาวดีเดิมเป็นราชธานีของชนชาติมอญ)

ส่วนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เป็นการเสียกรุงให้แก่อาณาจักรอลองพญา ให้แก่พระเจ้าอลองพญา แห่งราชวงศ์คองบอง หรือราชวงศ์อลองพญาซึ่งเป็นราชวงศ์ต่อมาของชนชาติพม่า โดยมีกรุงอังวะเป็นราชธานี

สรุปคือ อาณาจักรอโยธยา เสียกรุงครั้งที่ 1 ให้อาณาจักรตองอูของชนชาติพม่า และเสียกรุงครั้งที่ 2 ให้อาณาจักรอลองพญาของชนชาติพม่า

ซึ่งในสมัยโบราณที่ยังแบ่งเป็นอาณาจักรอยู่นั้น กรุงศรีอยุธยา หรืออาณาจักรอโยธยา ก็เป็นเพียงชนชาติไทยอาณาจักรหนึ่งเท่านั้น

หรืออย่าง อาณาจักรล้านนา ก็เป็นชนชาติไทยชนชาติหนึ่งเท่านั้น

แต่เมื่อเริ่มเป็นประเทศไทยแล้ว ก็ได้รวมเอาอาณาจักรต่าง ๆ มารวมกันเป็นประเทศ รวมพื้นที่เดิมของอาณาจักรล้านนา อาณาจักรอโยธยาที่สิ้นลงไป อาณาจักรธนบุรี อาณาจักรรัตนโกสินทร์ และอาณาจักรอื่น ๆ ที่มีอยู่ เข้ามารวมกันเป็นประเทศไทยตามแบบการแบ่งเขตประเทศในยุคสมัยใหม่

ส่วนอาณาจักรที่เคยเป็นเมืองขึ้นไทย เช่น อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรเขมร และบางส่วนในพื้นที่ของประเทศพม่า ไทยเราได้เสียดินแดนเมืองขึ้นเหล่านี้ให้ชาติตะวันตกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสไป เพื่อรักษาดินแดนของชนชาติไทยส่วนใหญ่ไว้

---------------------

ยุคอาณาจักรโบราณการต่อสู้เสียเอกราชเป็นเรื่องปกติ

อย่างกรุงศรีอยุุธยาไปยึดอาณาจักรสุโขทัยมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอโยธยา  แล้วยึดอาณาจักรล้านนามาเป็นเมืองประเทศราช นี่ก็คือ ชนชาติไทยไปยึดชนชาติไทยด้วยกัน เป็นต้น

กรณีพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก ก็ไม่ได้แปลว่า ทุกอาณาจักรที่เคยเป็นประเทศราชของอาณาจักรอโยธยาจะตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรตองอูหงสาวดีไปด้วย (แต่โดยมากก็มักจำนนตามอโยธยา แต่หลายอาณาจักรก็จะถือโอกาสเป็นอิสระไปก็มี)

ดังนั้น การที่ บก.ลายจุด สงสัยว่า ที่อยุธยาเสียกรุงครั้งแรกนั้น สถานะของอยุธยาคืออะไร ?

ก็ต้องตอบว่า อาณาจักรอโยธยา เป็นเพียงอาณาจักรโบราณหนึ่งของชนชาติไทยที่ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของชนชาติพม่า

ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมาตั้งแต่ยุคโบราณดึกดำบรรพ์หลายหมื่นปี ที่ชนชาติที่มีอาณาเขตติดต่อกันจะรุกรานกันไปมา เพื่อปกป้องดินแดนของตัวเอง

----------------------

สรุป 

คำว่า ไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของใครนั้น จึงหมายถึง ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นประเทศอาณานิคมหรือเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก เท่านั้น

ซึ่งในทวีปเอเซียมีเพียงสองประเทศเท่านั้น ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกเลย นั่นก็คือ ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น

ส่วนญี่ปุ่น ภายหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะตกอยู่ในการดูแลของสหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังไม่ถือว่า ตกเป็นเมืองขึ้น

เพราะญี่ปุ่นยังมีอธิปไตยเป็นของตัวเอง

เพราะคำว่า ชาติอาณานิคม นั้นหมายถึง ชาติตะวันตกเข้ามาปกครองประเทศนั้น ๆ เป็นการเสียอธิปไตยของชาติอาณานิคมโดยสิ้นเชิงครับ



วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ความโง่สมศักดิ์เจียม หลังโปรตุเกสคว้าแชมป์ยูโร 2016






หลังจากทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016 ไปแล้ว หงอกเจียม ก็โพสเอาฮาแต่เป็นการโชว์โง่ของตัวเองตามนี้



การแสดงความเห็นแบบนี้ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล บ่งบอกถึงสภาวะจิตใจของหงอกเจียมได้พอควร นั่นคือ  คิดสมน้ำหน้าซ้ำเติมคนอื่นที่เขาเดือดร้อนทั้ง ๆ ที่เขาไม่ใช่ศัตรูของตัวเองเลย เป็นคนมีจิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัว แถมขี้อิจฉา (คงเพราะหน้าตาโด้หล่อกว่ามันมั้ง อิอิ) เป็นประเภทไอ้พวกตีหัวเข้าบ้าน ชอบหนีเอาตัวรอดก่อนเพื่อน ประมาณนั้น 5555

(ตีหัวเข้าบ้าน หมายถึง ฉวยโอกาสหาประโยชน์ เมื่อได้แล้วหลบหนีเข้าหาที่ปลอดภัย)

ทั้ง ๆ ที่ใคร ๆ ที่เขามีจิตใจดี มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ต่างสงสารและเห็นใจคริสเตียโน โรนัลโด้ ซุปเปอร์สตาร์ของทีมโปรตุเกสกันทั้งสิ้น ที่ต้องมาบาดเจ็บจากการพุ่งเข้าเสียบของนักเตะฝรั่งเศส จนบาดเจ็บที่หัวเข่า และไม่อาจเล่นต่อได้ตั้งแต่ต้นเกม



ต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้เชียร์ทีมโปรตุเกสก็ตาม เขาก็รู้สึกสงสารเห็นใจโรนัลโด้ กันทั้งนั้น ต่างรู้สึกเสียดายที่ต้องพลาดการเล่นเพื่อทำลายสถิติการยิงประตูที่สิบในถ้วยยูโรของโรนัลโด้ ที่จะแซงสถิติที่มิเชล พลาตินี่ เคยทำไว้ที่ 9 ประตู

หรือแม้จะมีหลายคนที่เชียร์ทีมฝรั่งเศส อาจรู้สึกดีที่โรนัลโด้เล่นต่อไปไม่ได้ แต่โดยมารยาท และความมีน้ำใจ เขาไม่ออกมาแสดงความเห็นโง่ ๆ และเลวแบบหงอกเจียมหรอกครับ

แล้วในเกมฟุตบอล มันเอาแน่อะไรไม่ได้หรอก บางทีการที่ไม่มีโรนัลโด้ ในสนาม อาจเป็นปัจจัยหรือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ทีมโปรตุเกสสามารถพลิกเอาชนะทีมเจ้าภาพฝรั่งเศสก็ได้

ผมเห็นข่าวว่า มีนักเตะคนนึงของโปรตุเกส ให้สัมภาษณ์ว่า พอโรนัลโด้ ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามไป เพราะรู้ว่าทีมยิ่งตกเป็นรองมากขึ้น  นักเตะโปรตุเกสทุกคน ก็เกิดกำลังฮึดอย่างเต็มที่ และยิ่งไม่ประมาทคู่แข่งมากขึ้น เพื่อจะยืนหยัดต่อสู้และเอาชนะคู่แข่งมากขึ้นด้วยซ้ำ

บางทีการไม่มีนักเตะซุปเปอร์สตาร์ในเกมนัดชิงชนะเลิศ อาจทำให้ระบบการเล่นของโปรตุเกสดีขึ้นก็ได้ จริงไหม ?

---------------

ไม่แน่นะ ที่ฝรั่งเศสพลาดแชมป์ อาจเพราะรับไอ้พวกหนักแผ่นดินหรือตัวกาลกิณีจากประเทศไทยไปอยู่สุมหัวกันเยอะก็ได้ จริงไหม ? 5555



คลิกอ่าน สิ่งที่ง่ายที่สุด สิ่งที่ยากที่สุด และสิ่งที่ยากที่สุด ของคุณคืออะไร?



วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พระแท้ย่อมไม่กลัวภัย แต่สมีโยกลัว DSI







ผมอยากจะบอกคุณผู้อ่านว่า ผมนี่เคยไหว้ตัวเป็น ๆ ของพวกสมีก่อนจะปาราชิกมาแล้วหลายคน เช่น ยันตระ ภาวนาพุทโธ รวมทั้งธัมมชโย

ผมเคยไปไหว้ตัวจริง ตัวเป็น ๆ พวกสมีเหล่านี้มาแล้วทั้งสิ้น

แต่คนเราจะนับถืออะไร ศรัทธาอะไร ก็ต้องใช้ปัญญาช่วยในการศรัทธา หากต่อมาภายหลังพบว่า พระมีพฤติกรรมนอกรีตนอกรอย ก็เลิกไหว้ได้ ก็เลิกนับถือได้ เลิกศรัทธาได้ เหมือนที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำเรื่องการคว่ำบาตรพระที่ทำตัวไม่น่าเลื่อมใส

แล้วถ้าพระมีพฤติกรรมถึงขนาดเข้าขั้นปาราชิก ก็ไม่ต้องไปไหว้มันอีก เพราะไหว้ไปก็โง่ ก็บาปเข้าตัวเองเปล่า ๆ เพราะเท่ากับไปส่งเสริมคนชั่วให้ทำเลวต่อไป ไอ้คนโง่ที่ยังนับถือสมีก็เท่ากับร่วมทำบาปไปด้วย

พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณา ไม่ใช่หลงงมงายจนถอนตัวไม่ขึ้น

อย่างกรณีวัดพระธรรมกาย ผมนี่เคยไปตั้งแต่อายุแค่ 8 ขวบ จนอายุสัก 17-18 ปี ผมก็พบว่า คำสอนมันเริ่มแหม่ง ๆ ผมก็เลยเลิกไป จนต่อมาเมื่อศึกษาธรรมะมากยิ่งขึ้น ก็เลยรู้ว่า ธัมมชโยมันบิดเบือนศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้ามาหากินสร้างความร่ำรวยมหาศาลให้ตัวมันเอง

รายละเอียดเรื่องทำไมผมเลิกนับถือธรรมกาย ผมเขียนในบทความยอดนิยมไปแล้ว คลิกอ่านที่นี่

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ลด ละ กิเลส โดยเฉพาะเรื่องความโลภเนี่ย ถือเป็นกิเลสระดับหยาบมาก ๆ ซึ่งถ้าเรานับถือคำสอนของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ด้วยปัญญา เราจะต้องรู้ทันทีว่า สมีธัมมชโยมุ่งเน้นสอนแต่รวย ๆ ๆ สอนทำบุญแล้วรวย ถ้าใครอยากได้สวรรค์ชั้นสูง วิมานสวย ๆ ก็ต้องยิ่งทำบุญมาก ๆ ทำบุญเยอะ ๆ

มันเน้นแต่เรื่องกิเลสความโลภพวกนี้ คือ ทำบุญแล้วจะยิ่งรวย ทำบุญแล้วจะมีสวรรค์วิมานรออยู่ แถมเน้น ๆ ด้วยนะว่า ทำบุญกับมัน หรือทำบุญที่วัดของมัน

ทั้ง ๆ ที่ ทั้งจะรวย หรือจะมีวิมานหรือไม่ ก็ไม่มีการการันตีใด ๆ แปลง่าย ๆ ว่า มันยกเอาสววรค์วิมานเลื่อนลอยที่ไม่มีจริงมาหลอกขายง่าย ๆ โดยใช้คำว่า บุญบังหน้า เท่านั้น

แล้วคดีความของบ้านเมืองตามกฎหมาย แค่ถูกกล่าวหา ก็ไปรับทราบข้อกล่าวหาตามกฎหมายในฐานะพลเมืองไทยคนนึงก็จะไม่บานปลายแบบนี้ แต่มันก็อ้างป่วยหนักไม่ยอมไป จนสุดท้ายศาลต้องออกหมายจับ

จนถึงตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว ไม่ยอมไปมอบตัว ทั้ง ๆ ที่ ทาง DSI ก็จะอนุญาตให้ประกันตัวทันที แต่มันก็ไม่ไป อ้างป่วยใกล้ตาย ไปไหนไม่ได้อีก

ถ้าคนไทยที่ต้องคดีความอ้างป่วยทุกคน แล้วไม่ต้องเข้าตามกระบวนการยุติธรรม บ้านเมืองก็วุ่นวายน่ะสิ

อย่างสมีโยนั้น พอทาง DSI จะส่งแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐที่เป็นกลางเข้าไปตรวจอาการให้ ก็ไม่ยอมให้เข้าไปตรวจซะงั้น

ในเมื่อสมีโยคิดว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็ไปพิสูจน์สิ ไม่ใช่เอาแต่หลบหนีแล้วเอาสาวกมาเป็นเกราะคุ้มกันตัวเอง ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่เข้าไปจับจริง ๆ ก็เท่ากับทำให้สาวกของตัวเองที่คอยปกป้องสมีโย จะต้องพลอยเดือดร้อนทำผิดกฎหมายบ้านเมืองไปด้วย

แบบนี้ถือว่า สมีโยเห็นแก่ตัวสุด ๆ

ในอดีตมีพระแท้หลายรูปเคยถูกกล่าวหาจากทางบ้านเมือง แต่ท่านก็ไม่เคยหนี ไม่เคยหลบ ยอมแม้กระทั่งติดคุกจนต้องสึกจากเพศบรรพชิตก็เคยมีมาแล้ว ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

ทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟรนฉันใด พระแท้ย่อมไม่กลัวภัยพาลฉันนั้น

พระพุทธเจ้าเองก็ทรงถูกกล่าวหาจากพวกคนเลวอยู่หลายกรณี สุดท้ายพวกชั่วเหล่านั้นที่ให้ร้ายแก่พระพุทธเจ้าก็ต้องธรณีสูบทุกราย

อย่างสมีโย แอบอ้างตัวเองเป็นต้นธาตุต้นธรรม ดูจะยกตนเหนือกว่าพระพุทธเจ้าซะด้วย หากบริสุทธิ์จริงจะกลัวอะไร ก็ไปสู้คดีให้ไอ้พวกที่กล่าวหามันถูกธรณีสูบไปเลยสิ จริงไหม

หากพระแท้ที่เมตตาต่อสาวกจริง ๆ ต้องไม่ยอมให้สาวกต้องมาเดือดร้อนเพราะตนเอง ต้องไม่เอาสาวกมาเป็นเกราะคุ้มกันตัวเอง เพราะแค่ไปรับทราบข้อกล่าวหาเสียตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่บานปลายแบบนี้ แล้วกว่าจะขึ้นศาล กว่าศาลจะมีคำตัดสิน แล้วกว่าจะถึงศาลฎีกา ก็ยังอีกหลายปี

เผลอ ๆ ถ้าไม่ได้ทำผิดจริง ๆ ก็คงหลุดคดีตั้งแต่ศาลชั้นต้นไปแล้ว

ไม่ใช่สร้างอาณาจักรหรือกองกำลังเพื่อไม่ให้กฎหมายบ้านเมืองเข้าไปบังคับใช้ได้แบบนี้ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่เลวมาก ๆ และอาจมีการลอกเลียนแบบในอนาคต

ขอสาธุชนผู้มีปัญญาพิจารณาเถิด


รถแบคโฮสองคันจอดปิดหน้าประตูทางเข้าวัดพระธรรมกาย เพราะกลัวเจ้าหน้าที่จะบุกเข้าไปจับสมีโย ซึ่งถ้าจับได้ตอนนี้ก็ต้องสึก เพราะตอนนี้ถูกห้ามประกันตัวแล้ว

คลิปแฉธัมมชโย


ล่าสุดฝ่ายสมีโย ออกมาประกาศว่า จะมอบตัวก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้วเท่านั้น (ในวงเล็บพรรคของทักษิณกลับมามีอำนาจอีกครั้ง)

งั้นต่อไปนี้โจรทั่วประเทศ ผู้ต้องหาทุกคดีขอประกาศว่า จะไม่ยอมมอบตัวจนกว่าประเทศไทยจะมีประชาธิไตยที่แท้จริง

คำประกาศแบบนี้มันเจตนาถีบหน้านายกฯ ลุงตู่ชัดๆ ถถถ!!



วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559

ยิ่งลักษณ์ชวนฮาช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2559






สงกรานต์ 2559 จะให้ลืมอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ผู้แสนฮาได้อย่างไร

ก่อนที่นางจะเข้าคุกในคดีจำนำข้าว ก็ต้องเที่ยวสงกรานต์ให้สนุกเสียก่อนสิ

เพื่อให้แฟนคลับของเธอได้เอาฮา จึงได้ภาพหลุด ๆ แบบนี้จ้า










"แยกขาตรงนี้ มันจะดีเหรอคะ"




โห ดูหน้าผู้ชายแต่ละคน ท่าทางอย่างหนัก ๆ ทั้งนั้น
แต่เชื่อว่ายิ่งลักษณ์รับไหวแน่นอน





งานแบบนี้สิถูกใจยิ่งลักษณ์ที่สุดเบย 555




ไอ้เหลี่ยมมันคงกำลังหลอกตัวเองว่ามีความสุขอยู่น่ะ แต่ดููหน้าตามันสิ อมทุกข์มาก

โลกเรามันร้อน ก็อย่าร้อนตามโลก ฮา ๆ กันบ้างนะจ๊ะสาวกของปูทุกคน

คลิกอ่าน ท่ายากของยิ่งลักษณ์ ปูไม่อายน้องมะลิบ้างเหรอ



วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

46 ปีช่อง 3 แจกรถ 46 คันหรือมอมเมาหวยเบอร์กันแน่






ในโอกาสครบรอบ 46 ปี ไทยทีวีสีช่อง 3 อสมท.

ช่อง 3 ก็เกิดไอเดียแจกรถให้ผู้ชมทางบ้าน ผ่านการเล่นสนุกแล้วส่ง sms ครั้งละ 3 บาทเพื่อลุ้นรถ MG มูลค่าคันละ 4 แสน 7 หมื่น 9 พันบาท สัปดาห์ละ 1 คัน ทั้งหมด 46 คัน เป็นเวลา 46 สัปดาห์นั้น

คลิกที่รูปเพื่อขยาย



ผมว่า ถึงเวลาที่ภาครัฐควรหันมาสนใจและปฏิรูปการส่ง sms. ชิงของรางวัลในโทรทัศน์ได้แล้ว โดยตอนนี้กำลังเกิดขึ้นกับช่อง 3 ทั้ง 3 ช่องดิจิตอล

คือ ถ้าช่อง 3 อยากจะแจกรถให้ผู้ชม 46 คันเพื่อคืนความสุขในโอกาสฉลองครบรอบ 46 ปีนั้น ก็ไม่ว่าอะไรหรอก

แต่ต้องเป็นช่อง 3 ออกเงินซื้อรถจริง ๆ มาแจกจริง ๆ ไม่ใช่เอาเงินกำไรจากค่า sms ไปซื้อรถมาเพื่อชิงรางวัล (อันนี้ผมขอตั้งข้อสงสัย)

เพราะการที่ให้ประชาชนต้องส่ง sms ครั้งละ 3 บาท เพื่อไปลุ้นโชคน่ะ มันเหมือน เล่นการพนันหวยเบอร์ 

จึงเหมือนว่า ช่อง 3 กำลังล่อหลอกให้ประชาชนส่ง sms. จำนวนมากทุกวัน เหมือนช่อง 3 เป็นเจ้ามือหวยเบอร์เสียเอง

แล้วสัปดาห์นึง ช่อง 3 ก็แจกรถเพียงคันเดียวราคาคันละ 4 แสนกว่าบาทเท่านั้น แต่ให้ผู้ชมทางบ้านต้องส่ง sms. ครั้งละ 3 บาท ไปตั้ง 6 วัน

แล้วตามกติกาก็ไม่สามารถทบสิทธิในการส่ง sms ไปในสัปดาห์ต่อไปได้อีกด้วย คือ สิทธิส่งเฉพาะสัปดาห์ต่อสัปดาห์เท่านั้น ตามกติกาที่เขียนว่า

สิทธิ์จะเก็บสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ไม่มีการทบในสัปดาห์ต่อไป โดยระยะเวลาการส่งและปิดรับข้อความ คือ ทุกวันจันทร์ เวลา 6.00 ถึง วันอาทิตย์ เวลา 24.00 น. ในแต่ละสัปดาห์ ตลอด 46 สัปดาห์


ซึ่งผมเชื่อว่า ต้องมีผู้ชมร่วมเล่นเกมนี้กับช่อง 3 สัปดาห์นึงเป็นจำนวนมาก และช่อง 3 ก็อาจได้ค่า sms มากกว่ามูลค่ารถยนต์ที่ช่อง 3 จะแจกด้วยซ้ำ

เช่น SMS ครั้งละ 3 บาท ถ้าช่อง 3 ได้สวนแบ่งสัก 1 บาทต่อ 1 sms แล้วถ้ามี sms ส่งมาวันละหนึ่งแสนครั้ง ซึ่งส่งทั้งหมดสัปดาห์ละ 6 วัน ก็เท่ากับช่อง 3 ก็จะได้เงิน 6 แสนบาทต่อสัปดาห์ ซึ่งได้เงินมากกว่ามูลค่ารถยนต์ที่จะแจกอีก


จึงอยากถามว่า สรุปใครเป็นผู้แจกรถทั้ง 46 คันกันแน่ ระหว่างช่อง 3 หรือ ผู้ชมทั้งประเทศที่ร่วมส่ง sms ครั้งละ 3 บาท

แล้วถ้ามูลค่า sms รวมแล้วมูลค่าเกินราคารถ ช่อง 3 ก็กำไรล่ะสิ แล้วมันจะต่างกับการเป็นเจ้ามือหวยออกเบอร์ตรงไหน ??

ช่อง 3 คุณกำลังเป็นสื่อห่วย ๆ ที่กำลังมอมเมาประชาชนด้วยอบายมุข อย่าลืมว่าช่อง 3 เป็นสื่อหลักนะครับ

คลิป กติกาลุ้นรถ 46 คันของช่อง 3


ส่วนกติกาของผู้ที่ได้รับรางวัลรถยนต์แล้ว

ผู้ได้รับรางวัล จะต้องเป็นผู้รับภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (รวม 12%) ของมูลค่าของรางวัลที่ได้รับ รวมถึงค่าจดทะเบียนรถยนต์ ค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ผมว่า ส่ง sms เพื่อเล่นเกมแบบนี้มันเข้าข่ายการพนันชัด ๆ ซึ่งต่างจากการส่ง sms แชร์ข่าวเล่าเรื่อง ที่ผู้ชมยังได้บอกกล่าวเหตุการณ์สด ๆ ผ่าน sms ซึ่งทำให้ผู้ชมคนอื่น ๆ ยังได้อ่านข่าวสารถือว่ายังเป็นประโยชน์บ้าง

แต่ในกรณีส่ง sms ลุ้นรถยนต์ที่ช่อง 3 แจกนั้น มันคือการเสี่ยงโชคเท่านั้น

แม้ช่อง 3 จะได้ทำการขออนุญาตจากกรมการปกครองไปแล้วก็ตาม แต่สำหรับความเห็นผม มันก็คือ การพนันที่สื่อดี ๆ ไม่ควรกระทำ

ข้อกำหนด และกติกาการร่วมสนุก (ตามหนังสือขออนุญาต) ใบอนุญาตเลขที่ 632 - 677 / 2559 ออกให้ ณ ศูนย์บริการประชาชน กรมการปกครอง

----------------

แล้วใครอย่ามาใช้ตรรกะโง่ ๆ ป่วย ๆ  แบบ ก็เขาไม่ได้บังคับให้ส่ง sms นี่หว่า

บทความนี้กำลังจะบอกว่า ช่อง 3 กำลังทำตัวเป็นเจ้ามือหวยเบอร์ ด้วยการให้คนส่ง sms จำนวนมาก แล้วก็จับสลากหาผู้โชคดีเพื่อได้รถยนต์ไป

ไม่ต่างอะไรกับการออกหวยเบอร์ตามตลาดเลยครับ

เช่น ขายเบอร์ลุ้นทองคำ 1 สลึงราคาประมาณ 5 พันบาท เจ้ามือก็ขายเบอร์ ๆ ละ 200 บาทไป สัก 100 เบอร์ ในกรณีที่ขายเบอร์ได้หมด เจ้ามือก็จะได้เงินทั้งหมด 20,000 บาท เมื่อหักค่าทองคำ 1 สลึงออกไป 5 พันบาท เจ้ามือหวยเบอร์ก็กำไร 15,000 บาทเป็นต้น

แล้วถ้าจะโฆษณาเรื่องการเล่นเกมส่ง sms ชิงรถยนต์ของช่อง 3 ผ่านการโฆษณาตามปกติ ก็ยังพอเข้าใจได้

แต่ช่อง 3 ดันให้พวกผู้ประกาศข่าวช่วยโฆษณาทุกช่วงเวลาข่าว เท่ากับช่วยกันประชาสัมพันธ์อบายมุขลุ้นรถให้ช่อง 3 ทุกช่วงข่าวนี้สิ มันใช่หน้าที่สื่อและผู้ประกาศข่าวที่ดีหรือ ? ที่ร่วมกันมอมเมาอบายมุขให้ประชาชน

อ้อ ลืมไป สื่อไทยก็ส่งเสริมอบายมุขมานานแล้ว โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวหลงงมงายช่วงก่อนวันสลากกินแบ่งรัฐบาลจะออก และชอบนำเสนอข่าวคนถูกสลากรางวัลที่ 1 เพื่อตอกย้ำให้คนไทยบ้าอบายมุขต่อไป

เพราะสื่อคิดว่า คนไทยส่วนใหญ่ชอบอบายมุขใช่ไหม


คำแนะนำที่สายไปแล้วของผมก็คือ

ถ้าช่อง 3 ไม่อยากให้การส่ง sms ลุ้นรถครั้งนี้เข้าข่ายอบายมุขไปมากกว่านี้ หรือจะให้ไม่เป็นการมอมเมาประชาชนมากเกินไป

ก็ควรให้สิทธิส่งได้คนละ 1 sms ต่อ 1 หมายเลขต่อสัปดาห์เท่านั้น คือจำกัดสิทธิในการส่ง ไม่ใช่ใครอยากส่งเท่าไหร่ก็ได้ แบบนี้มันเข้าข่ายส่งเสริมการพนันชัด ๆ

แล้วถ้าจะให้แฟร์กับผู้ชมช่อง 3 ทุกคน

ช่อง 3 ควรรายงานว่า ในแต่ละสัปดาห์ช่อง 3 ได้เงินจากค่า SMS สัปดาห์ละกี่บาท แล้วควรนำยอดเงินจากค่า SMS ทั้งหมดไปทำบุญบริจาคให้หมด 

ถึงจะได้ชื่อว่า ช่อง 3 เป็นผู้แจกรางวัลรถยนต์จริง ๆ ไม่ใช่การเอาเงินค่า sms ของผู้ชมมาเล่นหวยเบอร์แจกรถ

คลิกอ่าน กรณีตัวอย่าง พี่สาวที่แสนเลว



วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

สมเด็จช่วง ผู้เป็นเลิศในการสะสมของโบราณหรู






จากกรณี ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช นามว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง แห่งวัดปากน้ำ โดนคดีรถเบนซ์หรูเถื่อน

ฝ่ายสนับสนุนสมเด็จช่วง มักพูดว่า แค่รถเก่า ๆ เท่านั้น ไม่ได้หรูเลย

นั่นเป็นความเชื่อที่ผิดมาก

เพราะที่จริงรถเบนซ์โบราณหรู ทะเบียน ขม.99 ของสมเด็จช่วง คันที่เป็นคดีตอนนี้ เป็นรถที่มีทั้งโลกแค่ 100 คันเท่านั้น ถือเป็นรถสะสมของบรรดาเศรษฐี มีราคาในท้องตลาดตั้งแต่ 10-20 ล้านบาทต่อคัน ตามคำแถลงของอธิบดี DSI ตามนี้

"รถคันดังกล่าวเป็นรถคลาสสิคเมอร์เซเดสเบนซ์รุ่น 300 บี ผลิตจากประเทศเยอรมันเมื่อปี ค.ศ.1953 อายุ 60 ปี ผลิตเพียง 100 คัน จัดอยู่ในประเภทรถคลาสสิค ทรงสวยงาม มีไว้เพื่อสะสม ราคา 10-20 ล้านบาท" อธิบดี DSI แถลง

ผมว่า ถ้าท่านช่วงบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ว่าไม่ได้สะสมรถหรูเพื่อเป็นสมบัติส่วนตัว ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องใส่ชื่อตัวเองเป็นเจ้าของรถก็ได้ ถ้าใส่ชื่อมูลนิธิหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นเจ้าของรถเสียตั้งแต่แรก ก็คงรอดตัวไปแล้ว ไม่ต้องมัวหมองแบบนี้

แล้วจากบทความเรื่อง เจ้าคุณแป๊ะได้เลื่อนสมณศักดิ์เร็ว เพราะถวายรถเบนซ์ให้สมเด็จช่วง 

ทำให้ผมมานึก ๆ ดู ว่า มักเห็นพระอีกหลาย ๆ รูป เป็นผู้มาถวายของโบราณแก่สมเด็จช่วง ทำให้ผมนึกสงสัยว่า นี่จะเป็นการถวายของโปรดของสมเด็จช่วง เพื่อหวังลาภยศและหวังเลื่อนสมณศักดิ์เฉกเช่นหลวงพี่แป๊ะถวายรถเบนซ์หรือไม่ ?

แล้วขอถามสมเด็จช่วงว่า มันใช่กิจที่ภิกษุควรกระทำหรือไม่ กับการตั้งพิพิธภัณฑ์ของสะสมโบราณหรู ๆ ทั้งหลายน่ะ แล้วมาอ้างเหตุผลบังหน้าว่า เพื่อให้ประชาชนได้ดูได้ศึกษา ??

ผมว่า ไม่น่าจะใช่เพื่อให้ประชาชนได้ดูได้ศึกษาของโบราณหรู ๆ หรอกมั้ง

แต่ !! น่าจะเป็นกิเลสตัณหาของสมเด็จช่วงเองมากกว่า ที่อยากสะสม อยากโอ้อวด


แล้วที่ DSI อุตส่าห์เดินทางไปขอสอบปากคำสมเด็จช่วง กรณีรถเบนซ์เถื่อนถึงวัดปากน้ำ แต่สมเด็จช่วง กลับเล่นแง่ไม่ยอมตอบคำถามกับ DSI โดยดี

แถมยังให้ทนายความแส่มาสั่งให้ DSI ทำหนังสือคำถามส่งมาให้ที่วัด เพื่อจะให้สมเด็จช่วงตอบคำถามให้เป็นลายลักษณ์อักษรกลับไปนั้น

ซึ่งก็คงไม่ใช่สมเด็จช่วง จะตอบคำถามเองหรอก ก็คงให้ทนายความนั่นแหละตอบคำถามแทน

แต่มันใช่สิ่งที่ถูกต้องหรือที่สมเด็จช่วงจะมาทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชนอยู่เหนือกฎหมายกว่าคนทั่วไป ในการให้ปากคำกรณีรถเบนซ์เถื่อนของตัวเอง

ในเมื่อสมเด็จช่วงทำตัวหัวหมอมากนัก บิ๊กต๊อก พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายารมว.ยุติธรรม ก็เลยบอกว่า ถ้าสมเด็จช่วงยังไม่ให้ความร่วมมือในการให้ปากคำโดยดี ก็อาจต้องออกหมายเรียก เพื่อเชิญท่านมาให้ปากคำ ซึ่งท่านช่วงจะให้ทนายความมาให้ปากคำแทนตนเองก็คงไม่ได้

แล้วถ้าสมเด็จช่วงยังดื้อแพ่งต่อหมายเรียกอีก ก็อาจถึงขั้น ต้องออกหมายจับสมเด็จช่วง

ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้พลพรรคขี้ข้าสมเด็จช่วง ก็ออกมาฮึ่ม! จะขอให้ปลด รมว.ยุติธรรม อีกคน หลังจากเคยทำซ่าเข้าชื่อขอให้ปลดผู้ตรวจการแผ่นดินไปคนนึงแล้ว

เหอะ ๆ สมเด็จช่วงแอนด์เดอะแก๊งค์ กำลังทำตัวเหนือกฎหมาย ใหญ่คับเมืองเลยนะนี่

ขนาดยังไม่ทันเป็นสมเด็จพระสังฆราช ยังกร่างขนาดนี้ ถ้าได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชจริง ๆ ไม่รู้จะกร่างใหญ่คับประเทศขนาดไหน

เสื่อมจริง  ๆ

ลองฟัง บิ๊กต๊อก พูดถึงว่า ตนเองเคยไปจาบจ้วงสมเด็จช่วงตรงไหน และพูดถึงกรณีสมเด็จช่วงเล่นแง่ไม่ยอมให้ปากคำ ครับ





ในสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามักจะทรงยกย่องภิกษุผู้ซึ่งเป็นเอตทัคคะ หรือหมายถึง ผู้ยอดเยี่ยมหรือเป็นผู้เลิศในทางใดทางหนึ่งเป็นพิเศษ จะเป็นรองแค่พระพุทธเจ้าเท่านั้น

อย่างเช่น พระพุทธเจ้าทรงยกย่องภิกษุณีกีสาโคตมีเถรี ว่าเป็นเลิศด้านทรงจีวรเศร้าหมอง ซึ่งหมายถึง นุ่งห่มจีวรเก่า ๆ สีซีด

ที่ผมยกตัวอย่างกรณีพระกีศาโคตมีเถรี นั้น ก็เพื่อจะบอกว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงยกย่องภิกษุที่ทำตัวมักน้อย สมถะ

พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงยกย่องภิกษุผู้มากด้วยกิเลส มีรสนิยมเลิศ นุ่งห่มจีวรหรูราคาแพง หรือสะสมทรัพย์สินมากมายก่ายกอง

ทำให้ผมนึกถึงหลวงปู่เจ้าคุณ พระมงคลทีปาจารย์ พระราชาคณะ เจ้าอาวาสวัดเเจ้ง อ.เกาะสมุย ที่ซึ่งมีจริยวัตรเรียบง่ายสมถะ แม้ท่านจะอายุ 90 ปีแล้ว แต่ก็ยังออกบิณฑบาตรทุกวันไม่ขาด แถมยังนุ่งจีวรเก่า ๆ จีวรเศร้าหมอง ตามรูปนี้ครับ



ส่วนสมเด็จช่วงน่ะเหรอ แค่กิเลสระดับพื้น ๆ ยังระงับไม่ได้ แล้วยังจะหวังจะเป็นพระราชาแห่งสงฆ์ อีกรึ ??

คลิกอ่าน สมเด็จมหารัชมังคลาจารย์ ผุ้ลุ่มหลงลาภสักการะสรรเสริญ

คลิกอ่าน เมื่อไพบูลย์ นิติตะวัน สอนมวยทนายความสมเด็จช่วง

คลิกอ่าน อย่าบำรุงพระจนเกินความพอดีของการเป็นภิกษุ


วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

ขออภัย ทักษิณไม่ใช่หมา & ประชาธิปไตยไทยแท้คือ?






หลัง ๆ มานี้ ผมไม่ค่อยอ่านข่าวการเมืองเท่าไหร่นัก ยิ่งข่าวที่ทักษิณจ้อเมืองนอก ผมก็ไม่ได้เข้าไปอ่านรายละเอียดของข่าวเลย

ผมอ่านแค่พาดหัวเท่านั้น แล้วก็ผ่านเลยไปอย่างไม่แยแส

นี่เพิ่งเห็นข่าวในทีวีแวบ ๆ ว่า มีนักการทูตได้เปรียบทักษิณเป็นหมา อย่างนั้นเหรอ ?

ผมไม่ได้อ่านข่าวนี้เลยจริง ๆ แต่เห็นข่าวทีวีว่า นายนพเหล่ ขี้ข้าเบอร์ 1 ของทักษิณ ได้ออกมาตอบโต้

คือเมื่อก่อน ผมเองก็เคยเปรียบทักษิณเป็นหมาเหมือนกัน แต่เป็นหมาจรจัดนะ

แต่พอเวลาเริ่มผ่านไปนานวันเข้า ผมก็ยิ่งรู้ชัดเจนขึ้นว่า ทักษิณไม่ใช่หมา

เพราะหมาซื่อสัตย์ ในขณะที่ทักษิณอกตัญญู

เอ... งั้นทักษิณเป็นตัวอะไรดีหว่า ?

แต่ที่แน่ ๆ ทักษิณต้องไม่ใช่หมาอย่างแน่นอน เพราะหมานิสัยดีกว่าทักษิณจนเอามาเทียบกันไม่ได้


----------------------

เสียงส่วนใหญ่ที่คนรักทักษิณ หลงใหลยิ่งลักษณ์ชอบอวดอ้าง

คือ ต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองหรือพรรคขี้ข้าทักษิณ เขาได้เสียงส่วนใหญ่จากผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศในหลายครั้งที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2544 มายัน 2554

เป็น 10 ปีที่พรรรคขี้ข้าของทักษิณ เขาชนะได้เสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรไปจริง ๆ

ตรงนี้เองที่ทำให้พวกเสื้อแดงยังใช้อ้างอวดขี้โม้มาได้จนถึงวันนี้

ตราบใดที่ฝ่ายพรรคขี้ข้ายังได้ครองเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้ง ตราบนั้นคนรักทักษิณ หลงยิ่งลักษณ์ หรือพวกเสื้อแดงก็จะแอบอ้างได้ต่อไปว่า พวกเขาคือ ฝ่ายประชาธิปไตย

ถ้าเมื่อไหร่ที่พรรคขี้ข้าทักษิณเกิดแพ้การเลือกตั้งขึ้นมา พวกเสื้อแดงจะหมดมุกหากินในทันที เพราะเสื้อแดงจะกลายเป็นควายแดงเสียงข้างน้อยในทันที

ส่วนอีกฝ่ายที่เสื้อแดงชอบเรียกว่า สลิ่ม ก็อาจจะกลายเป็นพวกสลิ่มเสียงข้างมากในทันทีเช่นกัน

แล้วถ้าสมมุติว่า ถ้าเกิดพวกสลิ่มมีเสียงข้างมากจริง ๆ แล้วพวกสลิ่มเกิดชอบพลเอกประยุทธ์มากกว่าการเลือกตั้งล่ะก็

เช่นสมมุติว่า ในการลงประชามติที่กำลังจะเกิดขึ้น เกิดมีคำถามเพิ่มว่า จะให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ เพื่อปฏิรูปประเทศต่อไปอีก 2 ปีหรือไม่ ?

เกิดพวกสลิ่มที่ควายแดงชอบเรียก เกิดลงคะแนนจนกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ในประชามติเพื่อให้พลเอกประยุทธ์ได้อยู่ปฏิรูปประเทศไปอีก 2 ปี ล่ะก็

ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ  เราจะเรียกว่า คนไทยส่วนใหญ่ชอบเผด็จการ หรือแปลให้งงเข้าไปอีกก็คือ เสียงส่วนใหญ่ชอบเผด็จการ แล้วเราจะถือว่า ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการกันแน่ ?? งงมะ??


ผมเลยมานึก ๆ ดู และเพิ่งคิดได้เมื่อกี้นี่เองว่า ความจริงประเทศไทยเรานี้ การเลือกตั้งของคนไทยที่ผ่านมาในระบอบประชาธิปไตยไม่เต็มใบตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา คนไทยเราไม่ได้เลือกคนที่ดีที่สุด หรือคนเลวน้อยที่สุดเข้าสภาหรอกครับ

แต่ประชาธิปไตยของไทยที่แท้จริงก็คือ พรรคไหนที่มีนักการเมืองเลวมากที่สุดในพรรค ก็จะได้คะแนนเสียงมากที่สุด มากกว่านะ ผมว่า

อย่างเช่น เมื่อพรรคเพื่อไทยเลวกว่าพรรคประชาธิปปัตย์ พรรคเพื่อไทยก็เลยได้คะแนนเสียงมากกว่าพรรคประชาธิปปัตย์ เป็นต้น

ก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่เป็นพวกชอบเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เช่น ถ้าพรรคไหนที่คนไทยคิดว่าดีที่สุด จึงน่าจะแปลว่า เป็นพรรคที่เลวที่สุด

ดังนั้น ถ้าดูจากคะแนนเสียงเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดในปี 2554 ที่ผ่านมา

พรรคเพื่อไทยที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ก็คงเป็นพรรคที่เลวที่สุด

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้คะแนนเสียงมากรองลงมา ก็คงเป็นพรรคที่เลวเป็นอันดับสอง

อันนี้ผมแค่คิดเล่น ๆ คนเดียวนะ อย่าถือสาล่ะ แฟน ๆ ของพรรคใหญ่ทั้งสองพรรค 555

ก่อนจะจบ ผมขอยกคำพูดนึงที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความเก่า ๆ มาเขียนอีกครั้ง

"คนดีจำนวนน้อย ย่อมชนะคนเลวจำนวนมากได้ฉันใด ระบอบทักษิณก็ต้องล้มไปเพราะฝีมือพลเอกประยุทธ์ได้ฉันนั้น"

อ้าว !! ยกยอพวกตัวเองเป็นคนดีอีกแล้ว

โด่ ! ไอ้พวกคนดีเสียงส่วนน้อย !!

คลิกอ่าน มุกเก่าเสื้อแดง ด่า "ไอ้พวกเสียงส่วนน้อย"

------

อัพเดท ผลประขามติ 7 สิงหาคม 2559


บทความด้านบนผมเขียนเมื่อเดือนมีนาคม 2559 ที่ผ่านมา

แต่ผลประชามติ 7 สิงหาคม ปรากฏว่า คนไทยส่วนใหญ่รับร่าง รธน.ฉบับมีชัย และรับคำถามพ่วงที่ให้มี สว.สรรหามีสิทธิร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ไปอีก 5 ปี

สร้างความเงิบให้พวกขี้ข้าทักษิณที่ชอบคุยโม้ว่า ควายแดงคือเสียงส่วนใหญ่ คือพวกรักประขาธิปไตยได้หงายเงิบไปเลย 5555



วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

คดีสรยุทธกับความโง่ของคนมาตรฐานจริยธรรมต่ำ







หลังจากคดีไร่ส้มโกงค่าโฆษณา อสมท. และสรยุทธ ก็มีส่วนพัวพันในกรณีติดสินบนเจ้าหน้าที่ อสมท. ที่เอื้อผลประโยชน์ในทางที่ผิดให้นั้น

ซึ่งตอนนี้ศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาแล้วว่า นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา มีความผิดจริง และได้รับโทษจำคุกถึง 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญานั้น

ก็เกิดกระแสสังคมตามมา ทั้งฝ่ายที่ต้องการให้สรยุทธหยุดทำหน้าที่พิธีกรเล่าข่าว และพืธีกรในรายการเจาะข่าวเด่น

แต่ก็มีคนอีกพวกที่กระโดดออกมาปกป้องสรยุทธ โดยอ้างว่า สรยุทธยังเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะคดียังไม่สิ้นสุด จึงไม่จำเป็นต้องหยุดดำเนินรายการ

ใครที่อ้างด้วยเหตุผลนี้เท่ากับ ไม่ได้รู้เรื่องกระบวนการยุติธรรมเลย

เพราะคำพิพากษาของศาลชั้นต้นถือว่ามีผลบังคับใช้แล้วและมีผลในทันที ซึ่งถ้าสรยุทธไม่ประกันตัวด้วยวงเงิน 2 ล้านบาทเพื่อออกไปสู้คดีต่อ ก็คือ ต้องติดคุก!!

จากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในตอนนี้ต้องถือว่า สรยุทธมีความผิดจริง

ตราบใดที่สรยุทธยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่ผิด จนศาลชั้นต่อไปเปลี่ยนคำพิพากษาใหม่

ณ เวลานี้ยังต้องถือว่า สรยุทธกระทำความผิดจริง!!

และถ้าเป็นคนในประเทศที่เจริญแล้วและมีมาตรฐานด้านจริยธรรมสูง คนที่เป็นบุคคลสาธารณะโดยเฉพาะเป็นสื่อสารมวลชน ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง

อย่างกรณีตัวอย่างที่ผมเคยยกตัวอย่างในบทความ 2 บทความ เช่น กรณีอดีตประธานสโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิค ที่โดนศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกในข้อหาเลี่ยงภาษี เขาตัดสินใจรับโทษจำคุกทันทีโดยไม่ยื่นอุทธรณ์คดีอีก และลาออกจากประธานสโมสรบาเยิร์นมิวนิคทันที

นี่แหละครับ สปิริตและจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมของคนในประเทศที่เจริญแล้ว

คลิกอ่าน สปิริตประธานสโมสรบาเยิร์นมิวนิค

หรืออีกกรณีคือ พิธีกรอันดับ 1 ของเกาหลีใต้ คังโฮดง ถูกกรมสรรพากรปรับภาษีย้อนหลังโทษฐานหลีกเลี่ยงภาษี แม้จะไม่ถึงกับต้องคดีจนติดคุกก็ตาม แต่คังโฮดงก็สำนึกในความผิดตนเอง แล้วประกาศขอหยุดทำหน้าที่เป็นพิธีกรเอง เป็นระยะเวลานานถึง 1 ปีครึ่ง พร้อมก้มหัวขอโทษประชาชนทั้งประเทศ

หรือในประเทศญี่ปุ่น มีรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นในรัฐบาลของนายชินโสะ อาเบะ คือ นางยูโกะ โอบุชิ
และเป็นอดีตลูกสาวอดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น นายเคโช โอยุชิด้วย  เธอถูกแจ้งข้อหาใช้เงินของพรรคไปซื้อเสียง แค่มีข้อกล่าวหาเท่านั้น เธอลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีเพื่อขอไปสู้คดีทันที

ที่ผมยกตัวอย่างมา นี่คือ มาตรฐานจริยธรรมของประเทศที่เจริญแล้ว

----------------------

มาตรการลงโทษทางสังคมควรน่ากลัวยิ่งกว่ากฎหมาย

ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น มาตรการลงโทษทางสังคมเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่ากฎหมายเสียอีก

เพราะหากใครทำผิดศีลธรรม จะอับอายไปถึงครอบครัวและวงศ์ตระกูลกันเลยทีเดียว หลายกรณีถึงขั้นต้องย้ายบ้านหนีกันเลย

แต่อีกหลายกรณี คนกระทำผิดก็ถึงขั้นต้องฆ่าตัวตายเลยเพื่อแสดงให้เห็นว่า ตนเองได้สำนึกในความผิดนั้นแล้วจริง ๆ และได้กระทำการลงโทษตัวเอง ก็เพื่อให้สังคมให้อภัยและหายโกรธ และไม่ไปลงโทษกับครอบครัวของเขาอีก

ซึ่งวัฒนธรรมและจารีตประเพณีของสองประเทศนี้มักจะเป็นแบบนี้ อย่างในกรณีประเทศเกาหลีใต้ ก็เช่น กรณีอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายโน มู-ฮย็อน ได้ฆ่าตัวตาย เพราะเหตุที่คนในครอบครัวของตนเข้าไปพัวพันข้อหาคอร์รัปชัน

ด้วยมาตรการลงโทษทางสังคมนี่แหละ ที่ทำให้คนญี่ปุ่นและคนเกาหลีใต้ ถึงไม่กล้าทำผิดศีลธรรม หรือละเมิดจริยธรรมกันง่าย ๆ เพราะเขากลัวมาตรการลงโทษทางสังคมยิ่งกว่าบทลงโทษทางกฎหมายเสียอีกครับ

ส่วนในกรณีคดีของสรยุทธเอง หลายคนเข้าใจประเด็นคลาดเคลื่อน เพราะที่มีคนเรียกร้องให้สรยุทธหยุดดำเนินรายการทางทีวีทางสื่อหลัก ย้ำ! ทีวีสื่อหลัก 

ไม่ใช่ห้ามสรยุทธประกอบอาชีพ แต่ขอแค่ให้เขาหยุดดำเนินรายการเล่าข่าว ในฐานะสื่อสารมวลชนเล่าข่าวหน้าจอทีวีเท่านั้น แต่รายการเรื่องเล่าเช้านี้ก็ยังเป็นของสรยุทธอยู่ และยังทำรายการต่อไปได้

เพราะอาชีพสื่อเป็นอาชีพที่ต้องคอยตรวจสอบคนอื่นด้วยข่าว จึงต้องมีมาตรฐานด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพสูงกว่าอาชีพทั่วไป เพราะสื่อมีหน้าที่ตรวจสอบการโกงของคนอื่น ๆ แต่สื่อกลับมาโกงเสียเอง แล้วประชาชนจะเชื่อถือสื่อได้อย่างไร

แล้วเมื่อไหร่ที่สรยุทธได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ตนเองไม่ผิด จนศาลชั้นต่อไปได้พิพากษาเปลี่ยนคำตัดสิน เขาก็กลับมาทำรายการต่อไปได้เหมือนเดิม และจะได้รับการยกย่องจากสังคมมากยิ่งขึ้นด้วยที่เขากล้าแสดงสปิริต

ตอนนี้ที่สังคมบางส่วนเรียกร้อง ก็เพราะอยากให้คนดังอย่างสรยุทธ ช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคมและยกมาตรฐานของวิชาชีพสื่อไทยด้วย

แต่เผอิญมาตรฐานจริยธรรมของสังคมไทยกำลังตกต่ำ เพราะเมื่อยังมีคนมาตรฐานจริยธรรมต่ำออกมาสนับสนุนให้สรยุทธดำเนินรายการหน้าจอทีวีได้ต่อไป

ก็คงยากที่จะทำให้คนอย่างสรยุทธ ที่คงมีมาตรฐานด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมต่ำเช่นกันจะยอมทำตามคำเรียกร้องของอีกฝ่าย

เมื่อวันก่อนผมฟังวิทยุ ได้มีคนส่ง คห. มาที่ 101 fm.

เขาใช้คำว่า "ความดีบังตา" หมายถึง คนชั่วที่อยากจะกอบโกยนานๆ ก็ต้องทำความดีบังหน้าไว้ด้วย เพื่อต่อไปความดีนั้นจะได้บังตาคน ไม่ให้เห็นกงจักรที่ซ่อนอยู่

ก็เหมือนคดีสรยุทธที่ยังมีคนปกป้องเขา



--------------------

กรณีหมอพรทิพย์ ประกาศไม่ออกรายการของสรยุทธ เพราะสรยุทธผิดจรรยาบรรณสื่อ

ก็มีหลายคนออกมาด่าคุณหญิงหมอว่า หมอเองก็ผิดพลาดในกรณีนายห้างทอง แล้วก็พาลด่าคุณหญิงหมอว่า ไม่สมควรออกมาแสดงความเห็นในกรณีสรยุทธนั้น

ผมว่า คนที่ด่าคุณหญิงหมอพรทิพย์กำลังแยกแยะประเด็นไม่ถูกนะ เพราะกรณีคุณหญิงหมอ คือ ความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ เพราะคนเราวินิจฉัยอาจผิดพลาดกันได้ ซึ่งนายนพดล ธรรมวัฒนะ ก็กำลังฟ้องร้องเพื่อให้คุณหญิงหมอชดใช้ค่าเสียหายอยู่

แต่กรณีสรยุทธคือ เจตนาโกงหรือคอร์รัปชันต่อหน่วยงานของรัฐ 

เพราะเรื่องการโกงและคอร์รัปชันต่อรัฐ เป็นการกระทำผิดด้านศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่งสังคมไทยจะต้องแอนตี้ให้หนัก เพราะประเทศไทยไม่เจริญเหตุเพราะปัญหาคอร์รัปชันนี่แหละสำคัญที่สุด

-------

ส่วนตรรกะที่มีคนอ้างคดีสนธิลิ้มล้มละลาย ผมได้อธิบายไปแล้วว่า แตกต่างจากคดีสรยุทธไร่ส้มอย่างไร ในบทความเรื่อง ความแตกต่างคดีสนธิลิ้มล้มละลายกับคดีสรยุทธไร่ส้ม คลิกอ่าน 

แล้วสนธิ ถ้ายังจัดรายการทีวีอยู่รึเปล่า ก็แทบไม่มีใครรู้ ผมเองก็ไม่รู้เพราะไม่เคยสนใจดู แต่มันก็สถานีทีวีของสนธิลิ้มเอง ที่เช่าสัญญาณดาวเทียมของฮ่องกง ไม่ได้ใช้ช่องที่เป็นสัมปทานของรัฐ มันเป็นสถานีเฉพาะกลุ่มจริง ๆ ไม่ใช่สื่อหลัก !!

ส่วนคดีทางการเมืองของสนธิ ก็เหมือนคดีการเมืองของจตุพร พรหมพันธ์ นั่นแหละที่ว่า ทำไมถึงไม่มีใครห้ามสนธิลิ้มและจตุพรทำรายการทีวีต่อ คิดสิคิด !!

ดังนั้นถ้าใครอยากจะเรียกร้องให้สนธิหยุดจัดรายการทีวี (ยังมีอยู่รึเปล่าผมก็ไม่รู้) เชิญตามสบาย ผมไม่ห้ามเลย แต่ต้องเล่นจตุพรด้วยนะ

ฉะนั้น พวกที่เชียร์สรยุทธอย่าอ้างแค่ตรรกะตื้น ๆ ควรพิจารณาในรายละเอียดของกฎหมายในแต่ละคดีด้วย

ส่วนกรณี กนก ที่ฝ่ายเชียร์สรยุทธชอบยกมาอ้าง ผมเคยเขียนในเฟสไว้ตามนี้



-----------------------

สุดท้ายขอฝากถึงพลเอกประยุทธ

ขอฝากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สำหรับกรณีคดีสรยุทธ ไร่ส้ม ด้วยว่า

ลุงตู่ช่วยดูไอ้พวกหน่วยงานราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ยังเสร่อไปลงโฆษณากับรายการของสรยุทธอีก

คือ ถ้าบริษัทห้างร้านทั่วไปยังอยากจะลงโฆษณาต่อไป มันก็เรื่องของเขา
แต่กรณีหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเอง ถ้ายังไปลงโฆษณากับรายการของสรยุทธอีกก็บัดซบแล้วครับ เช่น การประปานครหลวง เป็นต้นที่ยังเสร่ออยู่

ผมว่า ลุงตู่ช่วยเรียกผู้บริหารหน่วยงานเหล่านี้มา(ตบกระบาลแล้ว)ปรับทัศนคติหน่อยก็ดี

คือสรยุทธ เขาโกง เขาคอร์รัปชันต่อหน่วยงานของรัฐนะครับ (ตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นซึ่งถือว่ามีผลแล้ว) แต่เสือกยังมีหน่วยงานของรัฐไปลงโฆษณากับเขาอีก

ผมว่า เรื่องนี้ถ้าลุงตู่ยังปล่อยไว้อีก ลุงตู่เองก็ไม่ได้เรื่องล่ะครับ

------------------

คำทื่อท้ายบทความ

ถ้าในสังคมมีคนโกงมาก ก็ย่อมมีพวกปกป้องคนโกงมาก
คนที่ปกป้องคนโกง ก็ย่อมมีสันดานโกงเช่นกัน / ใหม่เมืองเอก



อัพเดท​ข่าวล่าสุด

3 มีนาคม 2559 เวลาประมาณ 16.30 น.

สรยุทธได้ประกาศยุติบทบาทหน้าจอแล้วอย่างไม่มีกำหนดแล้ว

คือ ถ้าไม่ถูกกระแสสังคมกดดัน ก็คงยังจะทู่ซี๊ทำรายการหน้าจอต่อไป

ถ้าแสดงสปิริตหยุดทันที ตั้งแต่หลังคำพิพากษา คุณก็จะจากไปอย่างสง่างามกว่านี้นะ คุณสรยุทธ

แล้วเมื่อผมดูจากสกู๊ปข่าวไทยพีบีเอสเมื่อเวลา 21.00 น.ที่ผ่านมา ได้รายงานว่า สาเหตุหลักที่สรยุทธจำใจต้องหยุดจัดรายการ ก็เพราะบรรดาโฆษณาของหน่วยงานทั้งของรัฐและของเอกชนเริ่มไม่ต่อสัญญาโฆษณากับทั้งบริษัทไร่ส้มและช่อง 3

สกู๊ปข่าวไทยพีบีเอส กับเหตุผลที่สรยุทธประกาศหยุดจัดรายการ


สรุปก็คือ สรยุทธต้องจำใจหยุด หาได้มีสปิริตและจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมไม่

คลิกอ่าน ถามหาจริยธรรมที่สูญเปล่าจากนายก่อศักดิ์ ซีพีออลล์



วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เหตุผลที่ทักษิณออกโรงต้านรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย







เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 เว็บไซต์วอลล์สตรีทเจอร์นัล ได้เผยคำสัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีในไทย สัญชาติชาวมอนเตเนโกร

โดยมีประโยคสำคัญ ๆ ตามที่สื่อไทยนำมาลงเช่น

"นี่เป็นกลลวงที่พยายามชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยจะเหมือนกับเมียนมาร์ก่อนที่จะมีการปฏิรูปทางการเมือง เราจะมีนายกรัฐมนตรี แต่อำนาจที่แท้จริงนั้นอยู่ในมือบุคคลชั้นสูงที่เหนือกว่านายกรัฐมนตรี และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และจะไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะต้องประเทศไทย"


"อย่าเพิ่งหวาดระแวงไป อย่ากลัวว่าผมจะกลับมาแก้แค้น ผมไม่ได้พยายามหาทางที่จะช่วยเหลือตัวผมเอง แต่ถ้าหากว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะพาประเทศไปข้างหน้าจริง ๆ หากคุณต้องการที่จะคืนเกียรติ์และศักดิ์ศรีให้คนไทยจริง ๆ ขอให้เรามาพูดคุยกัน"  ทักษิณกล่าวผ่านสื่อต่างชาติ


-----------------------------

ทักษิณออกโรงป่วนชาติเพื่อหวังเจรจาเพื่อช่วยคดีลูกชายและน้องสาว



ผมขอยกที่ผมเขียนไว้ในเพจ ตามนี้

วันนี้วันมาฆบูชา ทักษิณมันเลยสั่งไม่ให้อลัชชีประสารออกมาป่วนชาติ

เพราะเดี๋ยวจะขโมยซีน ข่าวที่มันให้สัมภาษณ์สื่อนอกที่มันจ้างมา เพื่อต้องการด่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ที่ทักษิณ มันบอกไม่ต้องกลัวว่า มันจะกลับมาแก้แค้น นั่นแสดงว่าความจริง มันกำลังแค้นและมันกำลังขู่

ที่ทักษิณมันเกลียด รธน.ฉบับใหม่ เพราะอาจเขียนโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตกับพวกนักการเมืองทุจริต หรือ ห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิต แถมคดีไม่มีวันหมดอายุความ แล้วอาจเขียนเอาผิดโดยอาจมีผลย้อนหลังอีกด้วย

เดี๋ยวจะไม่มีใครยอมช่วยมันโกงชาติง่ายๆ. เดี๋ยวพวกขี้ข้าจะโก่งค่าตัวแพงขึ้น ทำให้มันต้องใช้เงินมากขึ้น เพื่อซื้อฐานอำนาจกลับคืนมาหลังเลือกตั้งอีกครั้ง

แล้วมันกลัวลูกชายโอ๊คจะไม่กล้าเล่นการเมือง หรืออดเล่นการเมือง แถมโอ๊คอาจไม่พ้นคดีฟอกเงินของธนาคารกรุงเไทยปล่อยกู้กฤษดานครด้วย เริ่มเห็นคุกอยู่รำไร

ทักษิณมันจึงกระฟัดกระเฟียดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของมันทุกทาง แล้วมันคงกลัวว่ายิ่งลักษณ์จะถอดใจไม่สู้คดีจำนำข้าวต่อ (หนีคดีนั่นแหละ) 

และคงกลัวยิ่งลักษณ์จะไม่อยู่ช่วยเป็นตัวชนวนสร้างความแตกแยกให้คนในชาติต่อไปนั่นแหละ

ทักษิณมันเลยต้องออกมาป่วนชาติอีก เพื่อหวังบีบให้ผู้นำ คสช. มาเจรจากับมัน แต่เผอิญลูกไม้เก่า ๆ ของทักษิณ คงหลอกได้แต่พวกโง่ที่หลงเชื่อมันเท่านั้น

แล้วทักษิณมันก็ยังใช้วิธีการเดิม ๆ คือ ยกเรื่องบุคคลชั้นสูงที่มีอำนาจเหนือทหารมาพูดซ้ำอีก

นี่คือ คำพูดที่มันต้องการตอกย้ำความแตกแยกให้คนไทยต่อไป ตรงกับคำพูดของมันที่เคยพูดว่า "ถ้าผมอยู่ไม่เป็นสุข ใครก็อย่าได้อยู่เป็นสุขเลย"

ฉะนั้น บทความผมขอสรุปลงตรงที่ ทักษิณยังคงเลวไม่เปลี่ยนแปลง 



"ทักษิณเอ๋ย แม้ร่างกายมึงจะยังไม่ติดคุก แต่ใจมึงน่ะติกคุกอยู่ตลอดเวลา" akecity ได้กล่าวไว้